ทำวัตรเช้า – ทำวัตรเย็น

บทแผ่เมตตา (ท้ายทำวัตรเย็น)

เมตตาผะระณา, แผ่เมตตาให้ตนเอง, แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์, สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ

บทแผ่เมตตาที่นิยมสวดต่อท้ายทำวัตรเย็นก่อนกรวดน้ำ ขอให้ตนเองและสรรพสัตว์ทั้งปวงมีความสุข ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน

(แผ่เมตตาให้ตนเอง)
อะหัง สุขิโต โหมิ,
นิททุกโข โหมิ,
อะเวโร โหมิ,
อัพยาปัชโฌ โหมิ,
อะนีโฆ โหมิ,
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ.
(แผ่เมตตาให้ตนเอง)
ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีความสุข,
จงเป็นผู้ปราศจากทุกข์,
จงเป็นผู้ไม่มีเวร,
จงเป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน,
จงเป็นผู้ไม่มีความลำบากคับแค้น,
ขอข้าพเจ้าจงรักษาตนให้อยู่เป็นสุขเถิด.
(แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์)
สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ,
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ,
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ,
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ,
สัพเพ สัตตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ.
(แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์)
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุข,
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน,
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน,
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีความทุกข์กายทุกข์ใจ,
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงรักษาตนให้อยู่เป็นสุขเถิด.
(แผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุจจันตุ,
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ,
สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฏิสะระณา,
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ.
(แผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง,
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่าได้พรากจากสมบัติที่ได้แล้ว,
สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย,
จักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น.

ที่มาของบทสวด

สำนวนแผ่เมตตา "สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ" มาจากคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค (ขุททกนิกาย) เมตตากถา และคัมภีร์วิสุทธิมรรค (พรหมวิหารนิทเทส) ส่วนสำนวนแผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตามวิสุทธิมรรคเช่นกัน หนังสือสวดมนต์ไทยจัดเป็นบทท้ายทำวัตรก่อนกรวดน้ำ

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

บทประกอบท้ายทำวัตรเย็น หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงและหนังสือมนต์พิธีจัดบทแผ่เมตตาไว้หลังทำวัตรเย็น ก่อนบทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เพื่อให้ผู้สวดจบวันด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตา บทนี้มี 3 ส่วน คือ แผ่เมตตาให้ตนเองก่อน (ตามหลักในวิสุทธิมรรคที่ให้เริ่มเจริญเมตตาที่ตนเองเพื่อเป็นพยานว่าเรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด ผู้อื่นก็ฉันนั้น) แล้วแผ่ให้สรรพสัตว์โดยไม่มีประมาณ และแผ่พรหมวิหารที่เหลือคือกรุณา (ขอให้พ้นทุกข์) มุทิตา (ขอให้ไม่พรากจากสมบัติ) และอุเบกขา (สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน)

อานิสงส์ตามคัมภีร์ อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต แสดงอานิสงส์ของเมตตาเจโตวิมุตติ 11 ประการ เช่น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟ ยาพิษ และศัสตราไม่กล้ำกราย จิตตั้งมั่นเร็ว สีหน้าผ่องใส ไม่หลงตาย และไปเกิดในพรหมโลก

โอกาสที่ใช้ สวดท้ายทำวัตรเย็น ก่อนนอน และหลังทำบุญทุกครั้ง ผู้สวดนิยมกล่าวคำแปลภาษาไทยที่ขยายความว่า "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ควบไปด้วย ข้อสังเกต ส่วนที่แผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีในหนังสือสวดมนต์บางฉบับ วัดทั่วไปมักสวดเฉพาะสองส่วนแรก คำว่า "ปะมุจจันตุ" บางฉบับเขียน "ปะมุญจันตุ" และ "กัมมะพันธู" บางฉบับเขียน "กัมมะพันธุ" เป็นเพียงความต่างทางอักขรวิธี ความหมายเดียวกัน

ทำวัตรเย็นแผ่เมตตาพรหมวิหารก่อนนอน