บทสวดในพิธีกรรมและคำถวาย

คำถวายเทียนพรรษา

วัสสะคะตะปะทีปะทานะ

คำถวายเทียนพรรษาเพื่อบูชาพระตลอดพรรษา "อิมัง ภันเต พุทธะปูชายะ วัสสะคะตัง ปะทีปัง"

อิมัง ภันเต พุทธะปูชายะ วัสสะคะตัง ปะทีปัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายเทียนพรรษานี้แด่พระสงฆ์ เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าตลอดพรรษา
สาธุ โน ภันเต อิมัง วัสสะคะตัง ปะทีปัง ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัญจะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ เปตานัง สัพเพสัญจะ เทวะตานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ขอพระสงฆ์โปรดรับเทียนพรรษานี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่บุพการีผู้ล่วงลับมีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย และแก่เทวดาทั้งปวงด้วย สิ้นกาลนานเทอญ

ที่มาของบทสวด

คำถวายทานแต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย ตามแบบในหนังสือมนต์พิธี (ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก) ธรรมเนียมถวายเทียนพรรษาเป็นประเพณีไทยที่สืบมาแต่โบราณ

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

คำถวายเทียนพรรษา ใช้ถวายเทียนเล่มใหญ่สำหรับจุดบูชาพระรัตนตรัยในพระอุโบสถหรือศาลาตลอด 3 เดือนแห่งพรรษา คำว่า วัสสะคะตัง ปะทีปัง แปลว่า ประทีปที่ใช้ตลอดพรรษา ประเพณีนี้เกิดจากสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านจึงหล่อเทียนถวายให้พระใช้ส่องสว่างในการทำวัตรสวดมนต์และศึกษาพระธรรมในเวลากลางคืน

ความพิเศษของบทนี้ ท่อนท้ายไม่ได้อุทิศให้แก่ผู้ถวายอย่างเดียว แต่แผ่ไปถึงบุพการีผู้ล่วงลับและเทวดาทั้งปวง (มาตาปิตุอาทีนัญจะ เปตานัง สัพเพสัญจะ เทวะตานัง) สะท้อนคติไทยที่ทำบุญแล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลให้ผู้อื่นเสมอ

โอกาสที่ใช้ ถวายในวันเข้าพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 8) หรือช่วงก่อนเข้าพรรษา นิยมจัดขบวนแห่เทียนพรรษาอย่างใหญ่โต เช่น ประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี มักถวายพร้อมผ้าอาบน้ำฝน โดยตั้งนะโม 3 จบแล้วกล่าวคำถวาย

อานิสงส์และความเชื่อ เชื่อกันว่าการถวายประทีปโคมไฟมีอานิสงส์ให้มีปัญญาสว่างไสว มีดวงตาดี รูปงาม และมีชื่อเสียงรุ่งเรืองดังแสงเทียน ตามนัยแห่งอรรถกถาที่กล่าวถึงผลของประทีปทาน

ถวายทานเทียนพรรษาเข้าพรรษาบูชา