ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (ฉบับเดิม 27 บท)
ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก / คาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
บทสวดโบราณ 27 บท ที่ประกอบขึ้นจากพระพุทธคุณ 9 ประการ ขันธ์ 5 ธาตุ ภูมิ ฌาน มรรคผล และหัวใจคาถาต่าง ๆ เชื่อกันว่ามีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัยและเสริมสิริมงคลอย่างยิ่ง
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองโดยแท้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเสด็จไปดีแล้วโดยแท้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรู้แจ้งโลกโดยแท้
อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ
สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ
วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ
สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ
สุคะตัง สิระสา นะมามิ
โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ
โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้วว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้วด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้รู้แจ้งโลกว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้รู้แจ้งโลกด้วยเศียรเกล้า
อิติปิ โส ภะคะวา ปุริสะทัมมะสาระถิ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัตถา เทวะมะนุสสานัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา พุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกโดยแท้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้
แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานโดยแท้
อะนุตตะรัง สิระสา นะมามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณัง คัจฉามิ
ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสา นะมามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สะระณัง คัจฉามิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง สิระสา นะมามิ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
พุทธัง สิระสา นะมามิ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้ยอดเยี่ยมด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกบุรุษว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกบุรุษด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ด้วยเศียรเกล้า
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะปาระมี จะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้เวทนาขันธ์จะตกอยู่ในลักษณะแห่งความไม่เที่ยง แต่ก็ทรงเพียบพร้อมด้วยบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้สัญญาขันธ์จะตกอยู่ในลักษณะแห่งความไม่เที่ยง แต่ก็ทรงเพียบพร้อมด้วยบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้สังขารขันธ์จะตกอยู่ในลักษณะแห่งความไม่เที่ยง แต่ก็ทรงเพียบพร้อมด้วยบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้วิญญาณขันธ์จะตกอยู่ในลักษณะแห่งความไม่เที่ยง แต่ก็ทรงเพียบพร้อมด้วยบารมี
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
อิติปิ โส ภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในเตโชธาตุ (ไฟ) แห่งจักรวาล ตลอดถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในวาโยธาตุ (ลม) แห่งจักรวาล ตลอดถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในอาโปธาตุ (น้ำ) แห่งจักรวาล ตลอดถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในอากาสธาตุ (ที่ว่าง) แห่งจักรวาล ตลอดถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์
อิติปิ โส ภะคะวา ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในสวรรค์ชั้นดุสิต
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในกามาวจรภูมิทั้งปวง
อิติปิ โส ภะคะวา ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในปฐมฌาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในทุติยฌาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในตติยฌาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในจตุตถฌาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในปัญจมฌาน
อิติปิ โส ภะคะวา วิญญาณัญจายะตะนะเนวะสัญญานาสัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อากิญจัญญายะตะนะเนวะสัญญานาสัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือวิญญาณัญจายตนะ ตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุอันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คืออากิญจัญญายตนะ ตลอดถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัตตะปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุคือสกทาคามิมรรค
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุคืออนาคามิมรรค
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุคืออรหัตตมรรค
อิติปิ โส ภะคะวา สะกิทาคาอะระหัตตะปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
อิติปิ โส ภะคะวา อะนาคาอะระหัตตะปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุคือสกทาคามิผล ตลอดถึงอรหัตตผล
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเพียบพร้อมด้วยญาณหยั่งรู้ธาตุคืออนาคามิผล ตลอดถึงอรหัตตผล
อิติปิ โส ภะคะวา
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ชมภูทีปัญจะอิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นะโม พุทธายะ
นะโม ธัมมายะ
นะโม สังฆายะ
ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง
อา ปา มะ จุ ปะ
ที มะ สัง อัง ขุ
สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ
โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ
เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว
อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ
อิ สวา สุ สุ สวา อิ
กุสะลา ธัมมา
จิตติวิอัตถิ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นเช่นนี้แล
(อะ อา – อักขระคาถา) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชมพูทวีป
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
ขอนอบน้อมแด่พระธรรม
ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์
(หัวใจพระวินัยปิฎก)
(หัวใจพระสุตตันตปิฎก)
(หัวใจพระอภิธรรมปิฎก)
(อักขระคาถา)
(หัวใจโลกุตตรธรรม 9 คือมรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1)
(หัวใจพระเจ้าสิบชาติ)
(หัวใจพระพุทธคุณ 9 ประการ)
(หัวใจพระรัตนตรัย)
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
มีนัยอันวิจิตรพิสดาร
อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สา โพธิ ปัญจะ อิสสะโร ธัมมา
(อะ อา – อักขระคาถา) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
(อักขระคาถา อ้างถึงพระโพธิญาณ พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ และพระธรรม)
นันทะวิวังโก
อิติ สัมมาพุทโธ
สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน
อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตาวะติงสา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู
มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ยามา อิสสะโร
กุสะลา ธัมมา
พรหมมาสัททะ
ปัญจะ สัตตะ
สัตตาปาระมี
อะนุตตะโร
ยะมะกะขะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
(อักขระคาถา)
พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองด้วยประการฉะนี้
(สุ คะ ลา โน – อักขระคาถา) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
พระองค์ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะด้วยประการฉะนี้
(อุ อุ – อักขระคาถา) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
พระองค์ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
(นันทะ ปัญจะ – อักขระคาถา) พระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้รู้แจ้งโลก
(มะหาเอโอ – อักขระคาถา) ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
พระองค์ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นยามา
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
เสียงแห่งพรหม
พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ พระโพธิสัตว์
และบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
พระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า
(ยะ มะ กะ ขะ – อักขระคาถา)
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
กุสะลา ธัมมา
ปุ ยะ ปะ กะ
ปุริสะทัมมะสาระถิ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
(ปุ ยะ ปะ กะ – อักขระคาถา)
พระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
กุสะลา ธัมมา
เหตุโปวะ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง
ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
(เหตุโปวะ – อักขระคาถา)
พระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
กุสะลา ธัมมา
สังขาระขันโธ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
รูปะขันโธ พุทธะปะผะ
ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
สังขารขันธ์
ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
แม้รูปขันธ์ของพระพุทธเจ้า (ก็เป็นไปตามธรรมดาเช่นนั้น)
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตราบสิ้นชีวิต
กุสะลา ธัมมา
นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ
นะโม พุทธัสสะ
นะโม ธัมมัสสะ
นะโม สังฆัสสะ
พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล
แม้ธรรมที่ว่าด้วยความไม่มีปัจจัย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงไว้โดยไม่มีเหลือ ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ว่าเป็นสรณะตราบเท่าถึงพระนิพพาน
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
ขอนอบน้อมแด่พระธรรม
ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์
(อักขระคาถา)
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
(หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ – อักขระคาถาปิดท้าย)
วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ
อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
(อักขระคาถา)
(อักขระคาถา) ขอความสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้า
(หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ – อักขระคาถาปิดท้าย)
พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง
จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง
เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง
อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง
มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง
สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เดชแห่งพรหม เดชแห่งมหาพรหม
เดชแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ เดชแห่งพระเจ้ามหาจักรพรรดิ
เดชแห่งเทวดา เดชแห่งมหาเทวดา
เดชแห่งฤๅษี เดชแห่งมหาฤๅษี
เดชแห่งมุนี เดชแห่งมหามุนี
เดชแห่งสัตบุรุษ เดชแห่งมหาสัตบุรุษ
เดชแห่งพระพุทธเจ้า เดชแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า
เดชแห่งพระอรหันต์ เดชแห่งผู้ทรงวิชชาและความสำเร็จทั้งปวง เดชแห่งผู้ประเสริฐในโลกทั้งปวง
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
โมกขัง คุยหะกัง
ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง
สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
ความหลุดพ้น สิ่งอันลี้ลับ
ฐานะ ศีล ปัญญา บุญ โชคลาภ ความเพียรเผากิเลส ความสุข
สิริ รูปสมบัติ และเสนา 24 ประการ (จงมีแก่ข้าพเจ้า)
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
(หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ – อักขระคาถาปิดท้าย)
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม อิติปิ โส ภะคะวา
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ขอนอบน้อมแด่พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ
สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ
นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง
รูปขันธ์ เวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว อันเป็นพระปริตรที่นำมาซึ่งความดีงาม
มะอะอุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
ยาวะ ตัสสะ หาโย
นะโม อุอะมะ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
อุ อะมะ อาวันทา
นะโม พุทธายะ
นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ
อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ
ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา
(มะ อะ อุ – หัวใจพระรัตนตรัย)
ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ตราบใดที่ยังเป็นเช่นนั้น สิ่งทั้งปวงย่อมเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา
ขอนอบน้อม (อุ อะ มะ – หัวใจพระรัตนตรัย)
ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
(อักขระคาถา)
(อักขระคาถา) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ล้วนเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
ที่มาของบทสวด
ไม่ใช่พุทธพจน์โดยตรงและไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นบทที่โบราณาจารย์รจนาขึ้นในภายหลังโดยนำพระพุทธคุณ 9 ประการ (อิติปิโส) มาประกอบกับขันธ์ 5 ธาตุ 4 ภูมิ ฌาน มรรคผล และหัวใจคาถาต่าง ๆ ตามตำนานที่พิมพ์ในหนังสือสวดมนต์ระบุว่าต้นฉบับจารในใบลานอักษรขอม พบในหอพระมณเฑียรธรรมในพระบรมมหาราชวังสมัยรัชกาลที่ 1 (บางฉบับว่าพบในกรุที่เมืองสวรรคโลก) ตัวบทที่นำมาลงนี้เป็น "ฉบับเดิม 27 บท" ตามที่แพร่หลายในหนังสือสวดมนต์ทั่วไป (ตรวจทานครบทั้ง 27 บทกับ mthai.com และเทียบเพิ่มกับ thairath.co.th และ wongnai.com ซึ่งตรงกัน) ส่วนฉบับที่ชำระใหม่ (เช่นที่เผยแพร่โดย kalyanamitra.org) แก้ "วัจจะโส" เป็น "วะตะ โส" และ "ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน" เป็น "ธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน" ซึ่งถูกต้องตามหลักไวยากรณ์บาลีมากกว่า
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นบทสวดโบราณ 27 บท ที่ชาวพุทธไทยรู้จักกันแพร่หลายมาก โครงสร้างของบทสวดใช้พระพุทธคุณ 9 ประการ (อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ฯลฯ) เป็นแกน โดยบทที่ 1–4 เป็นการประกาศพระพุทธคุณทีละบทสลับกับการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ บทที่ 5 กล่าวถึงขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยงแต่พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยบารมี บทที่ 6–11 พรรณนาว่าพระองค์ทรงหยั่งรู้ธาตุทั้งปวง ตั้งแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ สวรรค์ 6 ชั้น รูปฌาน อรูปฌาน จนถึงมรรค 4 ผล 4 บทที่ 12–21 เป็นการผูกหัวใจคาถาต่าง ๆ (หัวใจพระไตรปิฎก หัวใจพระเจ้าสิบชาติ หัวใจพระพุทธคุณ ฯลฯ) เข้ากับคำปฏิญาณถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะตลอดชีวิต และคำอธิษฐานด้วยสัจวาจา ส่วนบทที่ 22–27 เป็นการนอบน้อมพระรัตนตรัยพร้อมพิจารณาไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ตอนท้ายจึงมีอักขระคาถาแบบไสยศาสตร์พุทธ (เช่น หุลู หุลู สะวาหายะ) ปะปนอยู่ ซึ่งแปลเป็นความไม่ได้
ที่มา: บทนี้ไม่ใช่พุทธพจน์และไม่มีในพระไตรปิฎก ตำนานที่พิมพ์ในหนังสือสวดมนต์เล่าว่าต้นฉบับจารในใบลานอักษรขอม ค้นพบในหอพระมณเฑียรธรรมในสมัยรัชกาลที่ 1 (บางฉบับว่าพบในกรุที่เมืองสวรรคโลก) และมีคำกล่าวสืบกันมาว่า "ภาวนาพระคาถาอื่นถึงร้อยปีก็ไม่เท่ากับสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกเพียงครั้งเดียว" ในทางวิชาการถือกันว่าเป็นวรรณกรรมคาถาที่โบราณาจารย์ไทยแต่งขึ้น โดยใช้ภาษาบาลีผสมกับอักขระคาถาแบบพื้นเมือง ตัวบทจึงมีหลายฉบับและมีคำที่ผิดจากหลักไวยากรณ์บาลีอยู่บ้าง ฉบับที่นำมาลงนี้คือฉบับเดิม 27 บทที่แพร่หลายที่สุด (ในบทที่ 3 ต้นฉบับพิมพ์ว่า "ปุริสะธัมมะสาระถิ" ในที่นี้ปรับให้ตรงตามบาลีเป็น "ปุริสะทัมมะสาระถิ" เช่นเดียวกับบทที่ 4) ส่วนฉบับชำระใหม่จะแก้ "วัจจะโส" เป็น "วะตะ โส" และ "ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน" เป็น "ธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน" ผู้สวดจะเลือกใช้ฉบับใดก็ได้ตามที่คุ้นเคย
อานิสงส์ตามความเชื่อ: เชื่อกันว่าผู้ที่สวดเป็นประจำทุกเช้าเย็นจะได้รับการคุ้มครองจากภยันตรายรอบด้าน แคล้วคลาดจากศัตรู โรคภัย และอุบัติเหตุ มีโชคลาภ ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่สวดครบ 7 วัน หรือสวดจำนวนจบเท่าอายุของตน จะได้รับอานิสงส์เป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังนิยมสวดอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ และสวดเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ ทั้งนี้อานิสงส์เหล่านี้เป็นความเชื่อตามประเพณี ส่วนอานิสงส์ที่แน่นอนคือจิตที่สงบเป็นสมาธิและการระลึกถึงพระพุทธคุณ (พุทธานุสสติ) อย่างต่อเนื่องขณะสวด
วิธีสวด: ก่อนสวดให้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย (โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ …) นมัสการ นะโม 3 จบ แล้วสวดบทพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิโส ภะคะวา … สวากขาโต … สุปะฏิปันโน …) จากนั้นจึงสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทที่ 27 ให้ครบ เมื่อจบแล้วให้แผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ตามธรรมเนียมนิยมสวดวันละ 1 จบ หรือตั้งจิตอธิษฐานสวดต่อเนื่องให้ครบ 7 วัน ครบเดือน หรือครบจำนวนอายุ ควรสวดด้วยความเคารพตั้งใจ ไม่สวดเล่น ๆ
หมายเหตุการตรวจทาน: ตัวบททั้ง 27 บทที่แสดงนี้ได้เทียบคำต่อคำกับฉบับที่แพร่หลาย (mthai.com, thairath.co.th, wongnai.com) แล้วตรงกัน ลำดับ "นะโม พุทธัสสะ / ธัมมัสสะ / สังฆัสสะ" ในบทที่ 22–26 ของฉบับเดิมเป็นดังนี้ คือ บทที่ 22 ขึ้นครบทั้งสาม บทที่ 23 ขึ้น "นะโม พุทธัสสะ" บทที่ 24 และ 25 ขึ้น "นะโม ธัมมัสสะ" ทั้งสองบท (ต่างกันที่ท่อนท้าย คือ สวากขาโต และ สุปะฏิปันโน) และบทที่ 26 ขึ้น "นะโม สังฆัสสะ" ซึ่งทุกแหล่งตรงกัน ส่วนคำว่า "อิสสะโร" ในบทที่ 13 ฉบับพิมพ์หลายแห่งสะกดเพี้ยนเป็น "อิสาะโร" ในที่นี้ใช้ "อิสสะโร" ให้ตรงกับบทที่ 12 และ 14–18 ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกยังมีฉบับชำระที่ตัวสะกดต่างกันมาก (เช่น "วัจจะโส/วะตะ โส", "ธาตุสัมมาทิยานะ/ธาตุสะมาธิญาณะสัมปันโน") และเรียงลำดับบทต่างกัน ผู้สวดจะเลือกใช้ฉบับใดก็ได้ตามหนังสือสวดมนต์ที่ตนคุ้นเคย