พระสูตรและบทสวดสำคัญ

อาทิตตปริยายสูตร

อาทิตตะปะริยายะสุตตัง

พระสูตรว่าด้วยสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ทรงแสดงแก่ชฎิลพันรูป ณ คยาสีสะ จนบรรลุพระอรหัตทั้งหมด

เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา คะยายัง วิหะระติ คะยาสีเส สัทธิง ภิกขุสะหัสเสนะ ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา พร้อมด้วยภิกษุหนึ่งพันรูป ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า
สัพพัง ภิกขะเว อาทิตตัง ฯ กิญจะ ภิกขะเว สัพพัง อาทิตตัง ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงที่เป็นของร้อน
จักขุง ภิกขะเว อาทิตตัง รูปา อาทิตตา จักขุวิญญาณัง อาทิตตัง จักขุสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางตาเป็นของร้อน สัมผัสทางตาเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางตาเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
โสตัง อาทิตตัง สัททา อาทิตตา โสตะวิญญาณัง อาทิตตัง โสตะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
หูเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางหูเป็นของร้อน สัมผัสทางหูเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางหูเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
ฆานัง อาทิตตัง คันธา อาทิตตา ฆานะวิญญาณัง อาทิตตัง ฆานะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
จมูกเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางจมูกเป็นของร้อน สัมผัสทางจมูกเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางจมูกเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
ชิวหา อาทิตตา ระสา อาทิตตา ชิวหาวิญญาณัง อาทิตตัง ชิวหาสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
ลิ้นเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางลิ้นเป็นของร้อน สัมผัสทางลิ้นเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางลิ้นเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
กาโย อาทิตโต โผฏฐัพพา อาทิตตา กายะวิญญาณัง อาทิตตัง กายะสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
กายเป็นของร้อน สิ่งที่ถูกต้องกายทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางกายเป็นของร้อน สัมผัสทางกายเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางกายเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
มะโน อาทิตโต ธัมมา อาทิตตา มะโนวิญญาณัง อาทิตตัง มะโนสัมผัสโส อาทิตโต ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัมปิ อาทิตตัง ฯ เกนะ อาทิตตัง ฯ อาทิตตัง ราคัคคินา โทสัคคินา โมหัคคินา อาทิตตัง ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตตันติ วะทามิ ฯ
ใจเป็นของร้อน ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นของร้อน ความรู้แจ้งทางใจเป็นของร้อน สัมผัสทางใจเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางใจเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม ก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ร้อนเพราะความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ
เอวัง ปัสสัง ภิกขะเว สุต๎วา อะริยะสาวะโก จักขุส๎มิงปิ นิพพินทะติ รูเปสุปิ นิพพินทะติ จักขุวิญญาเณปิ นิพพินทะติ จักขุสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง จักขุสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในตา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูปทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางตา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางตา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางตาเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
โสตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ สัทเทสุปิ นิพพินทะติ โสตะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ โสตะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง โสตะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในหู ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเสียงทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางหู ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางหู ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางหูเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
ฆานัส๎มิงปิ นิพพินทะติ คันเธสุปิ นิพพินทะติ ฆานะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ฆานะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง ฆานะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจมูก ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกลิ่นทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางจมูก ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางจมูก ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางจมูกเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
ชิวหายะปิ นิพพินทะติ ระเสสุปิ นิพพินทะติ ชิวหาวิญญาเณปิ นิพพินทะติ ชิวหาสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง ชิวหาสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในลิ้น ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรสทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางลิ้น ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางลิ้น ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางลิ้นเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
กายัส๎มิงปิ นิพพินทะติ โผฏฐัพเพสุปิ นิพพินทะติ กายะวิญญาเณปิ นิพพินทะติ กายะสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง กายะสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสิ่งที่ถูกต้องกายทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางกายเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
มะนัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ธัมเมสุปิ นิพพินทะติ มะโนวิญญาเณปิ นิพพินทะติ มะโนสัมผัสเสปิ นิพพินทะติ ยัมปิทัง มะโนสัมผัสสะปัจจะยา อุปปัชชะติ เวทะยิตัง สุขัง วา ทุกขัง วา อะทุกขะมะสุขัง วา ตัส๎มิงปิ นิพพินทะติ ฯ
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในธรรมารมณ์ทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้แจ้งทางใจ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัมผัสทางใจ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทางใจเป็นปัจจัย จะเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม
นิพพินทัง วิรัชชะติ ฯ วิราคา วิมุจจะติ ฯ วิมุตตัส๎มิง วิมุตตะมิติ ญาณัง โหติ ฯ ขีณา ชาติ วุสิตัง พ๎รัหมะจะริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายาติ ปะชานาตีติ ฯ
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจิตจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก
อิทะมะโวจะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ อิมัส๎มิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัส๎มิง ภัญญะมาเน ตัสสะ ภิกขุสะหัสสัสสะ อะนุปาทายะ อาสะเวหิ จิตตานิ วิมุจจิงสูติ ฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้จบลง ภิกษุเหล่านั้นต่างมีใจยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็แลเมื่อพระองค์ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุหนึ่งพันรูปนั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ด้วยประการฉะนี้แล

ที่มาของบทสวด

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ และพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต (อาทิตตปริยายสูตร)

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

อาทิตตปริยายสูตร คือพระสูตรว่าด้วยข้ออุปมาเรื่องของร้อน เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์ที่สามหลังตรัสรู้ ทรงแสดงแก่ชฎิลสามพี่น้อง (อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ) พร้อมบริวารรวมหนึ่งพันรูป ซึ่งเดิมเป็นนักบวชบูชาไฟ ณ ตำบลคยาสีสะ ทรงชี้ว่าอายตนะภายในทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาที่เกิดจากผัสสะ ล้วนเป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ และร้อนเพราะความเกิด แก่ ตาย โศก คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เมื่ออริยสาวกเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น

เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุพันรูปมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ บรรลุพระอรหัตผลทั้งหมด พระสูตรนี้จึงมีความหมายพิเศษ เพราะทรงเลือกอุปมาเรื่อง "ไฟ" ให้เหมาะกับจริตของผู้ฟังที่เคยบูชาไฟมาก่อน

อานิสงส์และความเชื่อ: เป็นบทที่ชวนให้เห็นโทษของกามคุณและอายตนะ ช่วยระงับความเร่าร้อนของราคะ โทสะ โมหะ นิยมสวดพิจารณาเพื่อให้จิตสงบเย็น คลายความยึดติดในผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และเชื่อว่าเป็นมงคลในการเจริญปัญญา

โอกาสที่ใช้สวด: พระสงฆ์นิยมสวดในงานศพและงานทำบุญอุทิศส่วนกุศล เป็นหนึ่งใน "พระสูตรสามกัณฑ์แรก" ที่สวดต่อกัน (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร) ในการสวดมนต์ในโอกาสสำคัญ และในบางสำนักใช้เป็นบทสาธยายก่อนเจริญกรรมฐาน มีบทขัด (เวเนยยะทะมะโนปาเย สัพพะโส ปาระมิง คะโต…) นำหน้าในการสวดของพระสงฆ์

ข้อสังเกต: ตัวบทมีโครงสร้างซ้ำกันตามอายตนะทั้งหก คำคุณศัพท์ "อาทิตตัง/อาทิตตา/อาทิตโต" เปลี่ยนรูปตามเพศของนามที่ขยาย (เช่น จักขุง อาทิตตัง, ชิวหา อาทิตตา, กาโย อาทิตโต, มะโน อาทิตโต) ผู้สวดพึงสังเกตให้ถูกต้อง

อายตนะไฟราคะโทสะโมหะชฎิลงานศพวิปัสสนา