บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา

อริยสัจจปาฐะ (บทสาธยายอริยสัจ 4)

อะริยะสัจจะปาโฐ, จตุราริยสัจ, บทพิจารณาอริยสัจ

บทสาธยายอริยสัจ 4 ตัดตอนจากมหาสติปัฏฐานสูตรและธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทั้งคำจำกัดความของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และญาณ 3 รอบ 12 อาการ

อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ,
อิทัง ทุกขันติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ,
อะยัง ทุกขะสะมุทะโยติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ,
อะยัง ทุกขะนิโรโธติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ,
อะยัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทาติ ยะถาภูตัง ปะชานาติ.
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์,
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์,
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์,
ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง,
ชาติปิ ทุกขา,
ชะราปิ ทุกขา,
มะระณัมปิ ทุกขัง,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา.
ภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลคือทุกขอริยสัจ,
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
แม้ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,
การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์,
การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักเป็นทุกข์,
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์,
กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์.
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง,
ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา,
นันทิราคะสะหะคะตา,
ตัตระตัตราภินันทินี,
เสยยะถีทัง,
กามะตัณหา,
ภะวะตัณหา,
วิภะวะตัณหา.
ภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลคือทุกขสมุทัยอริยสัจ (เหตุให้เกิดทุกข์),
ได้แก่ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่,
ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัด,
เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ,
กล่าวคือ,
กามตัณหา (ความอยากในกาม),
ภวตัณหา (ความอยากเป็น อยากมี),
วิภวตัณหา (ความอยากไม่เป็น อยากพ้นไป).
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง,
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ,
จาโค,
ปะฏินิสสัคโค,
มุตติ,
อะนาละโย.
ภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลคือทุกขนิโรธอริยสัจ (ความดับทุกข์),
ได้แก่ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเอง,
ความสละทิ้ง,
ความสลัดคืน,
ความหลุดพ้น,
ความไม่มีอาลัย.
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง,
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค,
เสยยะถีทัง,
สัมมาทิฏฐิ,
สัมมาสังกัปโป,
สัมมาวาจา,
สัมมากัมมันโต,
สัมมาอาชีโว,
สัมมาวายาโม,
สัมมาสะติ,
สัมมาสะมาธิ.
ภิกษุทั้งหลาย ก็นี้แลคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์),
ได้แก่อริยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ,
กล่าวคือ,
ความเห็นชอบ,
ความดำริชอบ,
การเจรจาชอบ,
การกระทำชอบ,
การเลี้ยงชีพชอบ,
ความเพียรชอบ,
ความระลึกชอบ,
ความตั้งจิตมั่นชอบ.
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วแก่เรา,
ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า นี้ทุกขอริยสัจ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล,
เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล,
เราได้กำหนดรู้แล้ว.
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,
ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล,
เป็นสิ่งที่ควรละ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล,
เราได้ละแล้ว.
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,
ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล,
เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล,
เราได้ทำให้แจ้งแล้ว.
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว,
ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ,
จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ.
ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา,
ในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล,
เป็นสิ่งที่ควรเจริญ.
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน,
ว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล,
เราได้เจริญแล้ว.
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ,
เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ,
เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก,
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ,
อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.
ภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 เหล่านี้,
อันมีวนรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีตราบนั้น,
เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ,
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก,
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ,
เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ,
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก,
สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ,
อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ,
อะกุปปา เม วิมุตติ,
อะยะมันติมา ชาติ,
นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ.
ภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใดญาณทัสสนะตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 เหล่านี้,
อันมีวนรอบ 3 มีอาการ 12 อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว,
เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ,
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก,
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.
ก็ญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราว่า,
ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ,
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย,
บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีก.

ที่มาของบทสวด

ท่อนที่ 1 มาจากสัจจบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (ธัมมานุปัสสนา) ท่อนที่ 2–11 ตัดตอนจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (สัจจสังยุต) และพระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ เฉพาะส่วนแสดงอริยสัจ 4 และญาณ 3 รอบ 12 อาการ

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

อริยสัจจปาฐะ เป็นบทสาธยายที่รวมพระพุทธพจน์ว่าด้วยอริยสัจ 4 ไว้ครบถ้วน คือ ทุกข์ (ความเกิด แก่ ตาย โศก พลัดพราก ไม่สมปรารถนา สรุปคืออุปาทานขันธ์ 5) สมุทัย (ตัณหา 3) นิโรธ (ความดับตัณหาโดยไม่เหลือ) และมรรค (อริยมรรคมีองค์ 8) ตามด้วยญาณ 3 รอบ 12 อาการ คือ สัจจญาณ (รู้ว่าอะไรคืออริยสัจ) กิจจญาณ (รู้ว่าควรทำอย่างไรกับอริยสัจนั้น: ทุกข์ควรกำหนดรู้ สมุทัยควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรเจริญ) และกตญาณ (รู้ว่าได้ทำกิจนั้นเสร็จแล้ว) ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่าตราบใดญาณทัสสนะ 12 อาการนี้ยังไม่หมดจด ก็ยังไม่ทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้ ท่อนแรกจากมหาสติปัฏฐานสูตรแสดงวิธีเจริญธัมมานุปัสสนาด้วยการรู้ชัดอริยสัจตามเป็นจริง

วิธีใช้ในการปฏิบัติ อริยสัจ 4 เป็นแม่บทของวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติใช้บทนี้เป็นกรอบพิจารณาประสบการณ์ในขณะภาวนา เช่น เมื่อเวทนาไม่สบายเกิดขึ้นในการนั่ง ให้กำหนดรู้ว่า "นี้คือทุกข์ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้" ไม่ผลักไส เมื่อเห็นความอยากให้เวทนานั้นหายไปหรืออยากได้ความสงบ ให้รู้ว่า "นี้คือสมุทัย เป็นสิ่งที่ควรละ" เมื่อจิตวางความอยากลงได้ชั่วขณะ ให้รู้ว่าความสงบเย็นนั้นคือรสของนิโรธที่ควรทำให้แจ้ง และการที่มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่นั้นเองคือมรรคที่กำลังเจริญอยู่ การสาธยายบทนี้ให้ขึ้นใจจึงเป็นการเตรียมแผนที่ไว้ก่อนเดินทาง ครูบาอาจารย์นิยมให้สวดก่อนนั่งสมาธิหรือก่อนฟังธรรม และให้ตรวจสอบตนเองด้วยกิจ 4 ประการอยู่เสมอว่ากำลัง "รู้ทุกข์ ละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค" อยู่หรือไม่

อานิสงส์ พระพุทธองค์ตรัสว่าเพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 เราและเธอทั้งหลายจึงท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏสิ้นกาลนาน และผู้ใดเห็นอริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันชอบ ผู้นั้นย่อมถึงความสิ้นทุกข์ การสาธยายและพิจารณาอริยสัจจึงเป็นทางตรงสู่ความพ้นทุกข์ และเป็น "ธรรมที่เป็นแก่น" ซึ่งครอบคลุมคำสอนทั้งหมด เหมือนรอยเท้าช้างที่ครอบรอยเท้าสัตว์ทุกชนิด

ข้อสังเกต บทนี้เป็นการตัดตอนจากธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเพื่อให้สั้นพอสำหรับสาธยายก่อนภาวนาประจำวัน หากต้องการสวดเต็มสูตรทั้งมัชฌิมาปฏิปทาและการบรรลุธรรมของพระโกณฑัญญะ โปรดดูธัมมจักกัปปวัตตนสูตรในหมวดพระสูตร บางสำนักสวดเฉพาะท่อนคำจำกัดความ 4 ท่อน (ท่อนที่ 2–5) เป็นบทพิจารณาสั้น ๆ

อริยสัจ 4ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรวิปัสสนาสติปัฏฐานกรรมฐาน