บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา

สัลลสูตร (บทเจริญมรณสติ)

สัลละสุตตัง, มรณัสสติปาฐะ, บทพิจารณาความตาย

คำบริกรรมมรณสติจากวิสุทธิมรรค และพระคาถาสัลลสูตร 20 คาถา ว่าด้วยชีวิตที่ไม่มีนิมิตหมาย ความตายที่แน่นอนของสัตว์ทั้งปวง และการถอนลูกศรคือความโศก

(คำบริกรรมมรณสติ)
มะระณัง เม ภะวิสสะติ,
ชีวิตินทริยัง อุปัจฉิชชิสสะติ,
มะระณัง มะระณัง.
(คำบริกรรมมรณสติ)
ความตายจักมีแก่เรา,
ชีวิตินทรีย์จักขาดสิ้นไป,
ความตาย ความตาย.
อะนิมิตตะมะนัญญาตัง
มัจจานัง อิธะ ชีวิตัง
กะสิรัญจะ ปะริตตัญจะ
ตัญจะ ทุกเขนะ สังยุตัง.
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีนิมิตหมาย รู้ไม่ได้ว่าจะตายเมื่อใด
เป็นชีวิตที่ลำบาก น้อยนิด
และระคนอยู่ด้วยความทุกข์.
นะ หิ โส อุปักกะโม อัตถิ
เยนะ ชาตา นะ มิยยะเร
ชะรัมปิ ปัตวา มะระณัง
เอวังธัมมา หิ ปาณิโน.
ไม่มีความพยายามใด ๆ ที่จะทำให้สัตว์ผู้เกิดมาแล้วไม่ตาย
แม้อยู่ไปจนแก่ ก็ต้องถึงความตายอยู่ดี
เพราะสัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้เอง.
ผะลานะมิวะ ปักกานัง
ปาโต ปะตะนะโต ภะยัง
เอวัง ชาตานะ มัจจานัง
นิจจัง มะระณะโต ภะยัง.
ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมมีภัยคือการหล่นลงเป็นนิตย์ ฉันใด
สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว ก็มีภัยคือความตายอยู่เป็นนิตย์ ฉันนั้น.
ยะถาปิ กุมภะการัสสะ
กะตา มัตติกะภาชะนา
สัพเพ เภทะนะปะริยันตา
เอวัง มัจจานะ ชีวิตัง.
ภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นขึ้นทั้งหมด
ล้วนมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด
ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น.
ทะหะรา จะ มะหันตา จะ
เย พาลา เย จะ ปัณฑิตา
สัพเพ มัจจุวะสัง ยันติ
สัพเพ มัจจุปะรายะณา.
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนพาลและบัณฑิต
ทุกคนล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย
ทุกคนล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า.
เตสัง มัจจุปะเรตานัง
คัจฉะตัง ปะระโลกะโต
นะ ปิตา ตายะเต ปุตตัง
ญาตี วา ปะนะ ญาตะเก.
เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกความตายครอบงำ กำลังจะไปสู่ปรโลก
บิดาก็ป้องกันบุตรไว้ไม่ได้
ญาติก็ป้องกันญาติไว้ไม่ได้.
เปกขะตังเยวะ ญาตีนัง
ปัสสะ ลาละปะตัง ปุถุ
เอกะเมโกวะ มัจจานัง
โควัชโฌ วิยะ นียะติ.
จงดูเถิด ทั้งที่หมู่ญาติกำลังมองดูและร่ำไห้คร่ำครวญกันอยู่มากมาย
สัตว์ทั้งหลายก็ถูกนำไปทีละคน ๆ
เหมือนโคที่ถูกจูงไปฆ่า.
เอวะมัพภาหะโต โลโก
มัจจุนา จะ ชะรายะ จะ
ตัสมา ธีรา นะ โสจันติ
วิทิตวา โลกะปะริยายัง.
โลกถูกความตายและความแก่กระหน่ำย่ำยีอยู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายรู้แจ้งความเป็นไปของโลกแล้ว
จึงไม่เศร้าโศก.
ยัสสะ มัคคัง นะ ชานาสิ
อาคะตัสสะ คะตัสสะ วา
อุโภ อันเต อะสัมปัสสัง
นิรัตถัง ปะริเทวะสิ.
ท่านไม่รู้ทางของผู้ที่มาแล้วและไปแล้ว
เมื่อมองไม่เห็นที่สุดทั้งสองข้าง
ท่านก็คร่ำครวญไปอย่างไร้ประโยชน์.
ปะริเทวะยะมาโน เจ
กิญจิทัตถัง อุทัพพะเห
สัมมูฬโห หิงสะมัตตานัง
กะยิรา เจ นัง วิจักขะโณ.
ถ้าผู้หลงงมงายคร่ำครวญเบียดเบียนตนอยู่
จะพึงนำประโยชน์อะไรมาได้บ้าง
ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ก็คงจะทำอย่างนั้นบ้าง (แต่หามีประโยชน์ไม่).
นะ หิ รุณเณนะ โสเกนะ
สันติง ปัปโปติ เจตะโส
ภิยยัสสุปปัชชะเต ทุกขัง
สะรีรัง จุปะหัญญะติ.
บุคคลจะได้ความสงบใจเพราะการร้องไห้และความเศร้าโศกก็หาไม่
มีแต่ทุกข์จะเกิดยิ่งขึ้น
และร่างกายก็จะทรุดโทรมไป.
กิโส วิวัณโณ ภะวะติ
หิงสะมัตตานะมัตตะนา
นะ เตนะ เปตา ปาเลนติ
นิรัตถา ปะริเทวะนา.
ผู้เบียดเบียนตนด้วยตนเอง ย่อมซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ
ผู้ที่ตายไปแล้วก็ไม่ได้อะไรจากการนั้น
การคร่ำครวญจึงไร้ประโยชน์.
โสกะมัปปะชะหัง ชันตุ
ภิยโย ทุกขัง นิคัจฉะติ
อะนุตถุนันโต กาลังกะตัง
โสกัสสะ วะสะมันวะคู.
คนที่ไม่ละความโศก ย่อมประสบทุกข์ยิ่งขึ้น
เมื่อมัวคร่ำครวญถึงผู้ตายไปแล้ว
ก็ตกอยู่ในอำนาจของความโศก.
อัญเญปิ ปัสสะ คะมิเน
ยะถากัมมูปะเค นะเร
มัจจุโน วะสะมาคัมมะ
ผันทันเตวิธะ ปาณิโน.
จงดูคนอื่น ๆ ที่กำลังจะจากไป
เป็นผู้ต้องไปตามกรรมของตน
สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ตกอยู่ในอำนาจของความตาย
จึงพากันดิ้นรนอยู่.
เยนะ เยนะ หิ มัญญันติ
ตะโต ตัง โหติ อัญญะถา
เอตาทิโส วินาภาโว
ปัสสะ โลกัสสะ ปะริยายัง.
สัตว์ทั้งหลายสำคัญหมายสิ่งใด ๆ ไว้อย่างไร
สิ่งนั้นก็กลับกลายเป็นอย่างอื่นไป
ความพลัดพรากเป็นเช่นนี้เอง
จงดูความเป็นไปของโลกเถิด.
อะปิ วัสสะสะตัง ชีเว
ภิยโย วา ปะนะ มาณะโว
ญาติสังฆา วินา โหติ
ชะหาติ อิธะ ชีวิตัง.
แม้คนจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น
ในที่สุดก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ
ละทิ้งชีวิตไว้ในโลกนี้.
ตัสมา อะระหะโต สุตวา
วิเนยยะ ปะริเทวิตัง
เปตัง กาลังกะตัง ทิสวา
เนโส ลัพโภ มะยา อิติ.
เพราะฉะนั้น ครั้นได้ฟังคำของพระอรหันต์แล้ว พึงกำจัดความคร่ำครวญเสีย
เมื่อเห็นผู้ล่วงลับไปแล้ว พึงรู้ว่า
"ผู้นั้นเราไม่อาจได้คืนมาอีกแล้ว".
ยะถา สะระณะมาทิตตัง
วารินา ปะรินิพพะเย
เอวัมปิ ธีโร สะปัญโญ
ปัณฑิโต กุสะโล นะโร
ขิปปะมุปปะติตัง โสกัง
วาโต ตูลังวะ ธังสะเย.
บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด
นักปราชญ์ผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต ฉลาด
พึงกำจัดความโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยเร็ว ฉันนั้น
เหมือนลมพัดปุยนุ่นให้ปลิวไป.
ปะริเทวัง ปะชัปปัญจะ
โทมะนัสสัญจะ อัตตะโน
อัตตะโน สุขะเมสาโน
อัพพะเห สัลละมัตตะโน.
ผู้แสวงหาความสุขให้แก่ตน
พึงถอนลูกศรคือความคร่ำครวญ ความทะยานอยาก
และความเสียใจของตนออกเสีย.
อัพพูฬหะสัลโล อะสิโต
สันติง ปัปปุยยะ เจตะโส
สัพพะโสกัง อะติกกันโต
อะโสโก โหติ นิพพุโต.
ผู้ถอนลูกศรออกได้แล้ว ไม่มีความติดข้อง ย่อมได้ความสงบใจ
ล่วงพ้นความโศกทั้งปวง
เป็นผู้ไม่โศก ดับเย็นสนิท.

ที่มาของบทสวด

คาถาที่ 2–21 เป็นสัลลสูตร ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สูตรที่ 8 (พระไตรปิฎกภาษาไทยเล่ม 25 ข้อ 380; คาถาที่ 574–593 ตามลำดับคาถาฉบับ PTS) ส่วนคำบริกรรมท่อนแรก ("มะระณัง เม ภะวิสสะติ ชีวิตินทริยัง อุปัจฉิชชิสสะติ" และ "มะระณัง มะระณัง") มาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค มรณัสสติกถา (แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์ ในลังกา ราวพุทธศตวรรษที่ 10)

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

สัลลสูตร แปลว่า "พระสูตรว่าด้วยลูกศร" พระพุทธองค์ตรัสแก่อุบาสกผู้เศร้าโศกจนไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะบุตรตาย ใจความหลักคือ ชีวิตของสัตว์ไม่มีเครื่องหมายบอกล่วงหน้าว่าจะตายเมื่อใด เป็นชีวิตที่น้อยนิดและระคนด้วยทุกข์ ไม่มีความพยายามใดทำให้ผู้เกิดมาแล้วไม่ตาย เหมือนผลไม้สุกที่ต้องหล่น เหมือนภาชนะดินที่ต้องแตก ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนพาล บัณฑิต ล้วนถูกนำไปสู่ความตายทีละคนเหมือนโคที่ถูกจูงไปฆ่า การร้องไห้คร่ำครวญไม่ช่วยให้ผู้ตายฟื้น มีแต่ทำให้ผู้อยู่ทุกข์และทรุดโทรม นักปราชญ์รู้ความเป็นไปของโลกแล้วจึงถอน "ลูกศร" คือความโศก ความปรารถนา และความเสียใจออกจากตน ย่อมถึงความสงบเย็น

วิธีใช้ในการเจริญมรณสติ วิสุทธิมรรคสอนให้ผู้เจริญมรณานุสสติเข้าไปในที่สงัด ตั้งจิตโดยแยบคายบริกรรมว่า "มะระณัง ภะวิสสะติ" (ความตายจักมี) "ชีวิตินทริยัง อุปัจฉิชชิสสะติ" (ชีวิตินทรีย์จักขาด) หรือสั้น ๆ ว่า "มะระณัง มะระณัง" พร้อมทั้งพิจารณาโดยอาการ 8 เช่น ความตายเหมือนเพชฌฆาตที่ตามประชิดอยู่ตลอด ความตายมาถึงคนทุกระดับแม้พระพุทธเจ้า ชีวิตขึ้นอยู่กับลมหายใจเข้าออกเพียงครั้งเดียว และไม่มีใครกำหนดได้ว่าจะตายเมื่อใด ที่ไหน ด้วยเหตุใด การสาธยายพระคาถาในสัลลสูตรจึงเป็นเครื่องช่วยพิจารณาตามแนวนี้ ควรสวดช้า ๆ พร้อมทำความเข้าใจคำแปล แล้วน้อมเข้ามาในตนว่าเราก็มีความตายเป็นธรรมดา หนีความตายไปไม่พ้น เมื่อจิตเกิดความสังเวชและตั้งมั่นแล้ว ให้กำหนดต่อไปว่าจะรีบทำความดีและปฏิบัติธรรมโดยไม่ประมาท

อานิสงส์ มรณสติเป็นอนุสสติที่พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า "เมื่อเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด" (มรณสติสูตร อังคุตตรนิกาย) ผู้เจริญมรณสติย่อมไม่ประมาท ไม่หลงติดในลาภยศ อดกลั้นต่อความกลัวตายได้ เมื่อถึงคราวตายจริงก็ไม่หลงตาย และมีสุคติเป็นที่ไป

โอกาสที่ใช้ ใช้เป็นบทพิจารณาในการเจริญกรรมฐานประจำวัน สวดปลอบใจผู้สูญเสียคนที่รักตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสแก่อุบาสก และเหมาะสวดในงานศพหรือวันครบรอบวันตายเพื่อเตือนใจผู้ยังอยู่ให้ถอนความโศก บทนี้ยาวกว่าบทพิจารณาสังขารทั่วไป จึงนิยมสวดเฉพาะคาถาต้น ๆ (คาถาที่ 2–9) เป็นบทมรณสติประจำวัน แล้วสวดทั้งสูตรเมื่อมีเวลา

มรณสติมรณานุสสติความตายสุตตนิบาตปลอบใจกรรมฐาน