คำบูชาวันมาฆบูชา (คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียน)
มาฆะปูชา
คำบูชาก่อนเวียนเทียนวันมาฆบูชา ระลึกถึงจาตุรงคสันนิบาตและการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์ 1,250 รูป
ที่มาของบทสวด
คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียนวันมาฆบูชา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เหตุการณ์จาตุรงคสันนิบาตและโอวาทปาฏิโมกข์มีที่มาในทีฆนิกาย มหาปทานสูตร และขุททกนิกาย ธรรมบท (คาถาที่ 183-185) กับอรรถกถา
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
คำบูชาวันมาฆบูชา เป็นคำกล่าวนำเวียนเทียนในวันเพ็ญเดือน 3 เนื้อความประกาศว่าวันนี้เป็นวันมาฆบูรณมี ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ในที่ประชุมที่เรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต คือการประชุมที่ประกอบด้วยองค์ 4 ได้แก่ (1) พระภิกษุ 1,250 รูปมาประชุมโดยมิได้นัดหมาย (2) ทุกรูปเป็นพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ (3) ทุกรูปเป็นเอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง (4) เป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ จากนั้นกล่าวถวายเครื่องสักการะบูชาพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เหล่านั้น
ความสำคัญ โอวาทปาฏิโมกข์เป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้ผ่องแผ้ว มาฆบูชาจึงถือเป็น "วันพระธรรม" คู่กับวิสาขบูชาที่เป็น "วันพระพุทธ" และอาสาฬหบูชาที่เป็น "วันพระสงฆ์" พิธีมาฆบูชาในไทยเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
วิธีใช้ ประธานกล่าวนำทีละวรรค ผู้ร่วมพิธีถือดอกไม้ธูปเทียนกล่าวตาม กล่าวจบแล้วเดินเวียนขวารอบพระอุโบสถหรือพระเจดีย์ 3 รอบ พลางระลึกพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วนำเครื่องสักการะไปบูชา หลังจากนั้นมักมีการแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์
ข้อสังเกต สำนวนที่พิมพ์ในหนังสือต่าง ๆ มีคำต่างกันเล็กน้อย เช่น บางฉบับตัดวลี "จาตุรังคิเก สาวะกะสันนิปาเต โอวาทะ" ในวรรคแรกออก หรือมีคำว่า "กะรุณาทีหิ" (ด้วยพระคุณมีพระกรุณาเป็นต้น) หน้า "คุเณหิ" ในวรรคสุดท้าย ความหมายโดยรวมไม่ต่างกัน