บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา
ทวัตติงสาการปาฐะ (บทพิจารณาอาการ 32)
ทะวัตติงสาการะปาโฐ, ทวัตติงสาการ, กายคตาสติ อาการ 32
บทสาธยายอาการ 32 ของร่างกายตั้งแต่ผมจนถึงมันสมอง เพื่อเจริญกายคตาสติและคลายความยึดถือในกาย
อุทธัง ปาทะตะลา,
อะโธ เกสะมัตถะกา,
ตะจะปะริยันโต,
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน,
อัตถิ อิมัสมิง กาเย,
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา,
เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป,
มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ,
เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาชนิด,
ในกายนี้มีอยู่ คือ
โลมา,
นะขา,
ทันตา,
ตะโจ,
ขน (โลมา),
เล็บ (นะขา),
ฟัน (ทันตา),
หนัง (ตะโจ),
นะหารู,
อัฏฐิ,
อัฏฐิมิญชัง,
วักกัง,
เอ็น (นะหารู),
กระดูก (อัฏฐิ),
เยื่อในกระดูก (อัฏฐิมิญชัง),
ไต (วักกัง),
ยะกะนัง,
กิโลมะกัง,
ปิหะกัง,
ปัปผาสัง,
ตับ (ยะกะนัง),
พังผืด (กิโลมะกัง),
ม้าม (ปิหะกัง),
ปอด (ปัปผาสัง),
อันตะคุณัง,
อุทะริยัง,
กะรีสัง,
มัตถะลุงคัง,
ลำไส้น้อย (อันตะคุณัง),
อาหารใหม่ (อุทะริยัง),
อาหารเก่า (กะรีสัง),
มันสมอง (มัตถะลุงคัง),
เสมหัง,
ปุพโพ,
โลหิตัง,
เสโท,
เมโท,
เสลด (เสมหัง),
น้ำหนอง (ปุพโพ),
เลือด (โลหิตัง),
เหงื่อ (เสโท),
มันข้น (เมโท),
วะสา,
เขโฬ,
สิงฆาณิกา,
ละสิกา,
มุตตัง,
มันเหลว (วะสา),
น้ำลาย (เขโฬ),
น้ำมูก (สิงฆาณิกา),
ไขข้อ (ละสิกา),
น้ำมูตร (มุตตัง),
อุทธัง ปาทะตะลา,
อะโธ เกสะมัตถะกา,
ตะจะปะริยันโต,
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน.
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา,
เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป,
มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ,
เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนานาชนิด ด้วยประการฉะนี้.
ที่มาของบทสวด
ตัวบทหลักมาจากพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ "ทวัตติงสาการ" (บทที่ 3 ของขุททกปาฐะ) ซึ่งแสดงอาการ 31 (ไม่มีมัตถลุงคัง) และปรากฏในกายคตาสติสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์) กับมหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย มหาวรรค) ส่วน "มัตถะลุงคัง" (มันสมอง) เพิ่มเข้ามาตามคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรค ทำให้ครบ 32 รูปแบบบทสวด "อะยัง โข เม กาโย … เอวะมะยัง เม กาโย" เป็นแบบที่ใช้ในหนังสือสวดมนต์แปลของวัดสายวัดหนองป่าพง (พระโพธิญาณเถร หลวงพ่อชา สุภัทโท) และวัดสายกรรมฐานทั่วไป
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
ทวัตติงสาการปาฐะ แปลว่า "บทว่าด้วยอาการ 32" เป็นบทสาธยายชื่อส่วนประกอบของร่างกาย 32 อย่าง เริ่มจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง (ที่เรียกกันว่า "ตจปัญจกกรรมฐาน" หรือกรรมฐาน 5 ซึ่งพระอุปัชฌาย์บอกแก่ผู้บวชใหม่ทุกคน) เรื่อยไปจนถึงมันสมอง โดยขึ้นต้นและลงท้ายด้วยคำพิจารณาว่ากายนี้ตั้งแต่พื้นเท้าถึงปลายผม มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยสิ่งไม่สะอาดนานาชนิด พระพุทธองค์ตรัสให้พิจารณาอาการเหล่านี้ในกายคตาสติสูตรและมหาสติปัฏฐานสูตร (ปฏิกูลมนสิการบรรพ) และทรงเปรียบเหมือนคนตาดีที่เปิดถุงใส่ธัญพืชหลายชนิดออกดู แล้วแยกแยะได้ว่านี่ข้าวสาลี นี่ข้าวเปลือก นี่ถั่ว ฉันใด ผู้ปฏิบัติก็พิจารณาแยกแยะกายออกเป็นส่วน ๆ ฉันนั้น
วิธีใช้ในการปฏิบัติ อรรถกถาและวิสุทธิมรรคแนะให้ท่องจำอาการ 32 ให้ขึ้นใจก่อน โดยสาธยายทีละหมวด (หมวดละ 5 หรือ 6 อย่าง) ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม เช่น "เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ" แล้วถอยกลับ "ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา" จนคล่องปาก จากนั้นจึงกำหนดในใจ พิจารณาแต่ละอย่างโดยสี สัณฐาน ทิศที่ตั้ง ที่อาศัย และขอบเขต ให้เห็นความเป็นปฏิกูล เมื่อจิตสงบตั้งมั่นกับอาการใดอาการหนึ่งย่อมได้ปฐมฌาน (เป็นสมถะ) และเมื่อยกขึ้นพิจารณาว่ากายเป็นเพียงธาตุ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ก็เป็นวิปัสสนา กรรมฐานนี้จัดเป็น "กายคตาสติ" อันเป็นอนุสสติข้อหนึ่งในกรรมฐาน 40
อานิสงส์ ในกายคตาสติสูตรตรัสว่าผู้เจริญกายคตาสติย่อมครอบงำความไม่ยินดีและความยินดีได้ อดทนต่อความหนาวร้อน หิวกระหาย และทุกขเวทนาได้ ได้ฌาน 4 โดยไม่ยาก และมีส่วนในอานิสงส์ตั้งแต่ความไม่หวั่นไหวไปจนถึงการสิ้นอาสวะ อรรถกถาชื่นชมว่าเป็นกรรมฐานที่ปราบราคะได้ตรงที่สุด และเป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เคยทรงละ
โอกาสที่ใช้สวด นิยมสวดต่อท้ายทำวัตรเช้าในวัดสายกรรมฐาน (เช่น วัดหนองป่าพงและสาขา) ใช้เป็นบทสาธยายก่อนนั่งสมาธิ และเป็นบทที่พระบวชใหม่ต้องท่องให้ได้ในช่วงแรกของการบวช ผู้สนใจอาจสวดวันละจบพร้อมนึกภาพส่วนของร่างกายตามไป จะช่วยให้ระลึกได้เร็วขึ้นเมื่อนำไปใช้ในการภาวนาจริง