บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา
บทพิจารณากายโดยความเป็นธาตุ 4 (จตุธาตุววัฏฐาน)
ธาตุมนสิการปาฐะ, จะตุธาตุวะวัฏฐานะ, ธาตุกัมมัฏฐาน
บทพิจารณาร่างกายว่าเป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ.
ในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่ดังนี้.
เอวะเมวะ โข ภิกขะเว ภิกขุ อิมะเมวะ กายัง ยะถาฐิตัง ยะถาปะณิหิตัง ธาตุโส ปัจจะเวกขะติ,
อัตถิ อิมัสมิง กาเย ปะฐะวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตูติ.
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณากายนี้แหละ ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า
ในกายนี้มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อยู่ดังนี้.
ปะฐะวีธาตุ สิยา อัชฌัตติกา สิยา พาหิรา,
กะตะมา จะ ราหุละ อัชฌัตติกา ปะฐะวีธาตุ,
ยัง อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง กักขะฬัง ขะริคะตัง อุปาทินนัง, เสยยะถีทัง,
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ มังสัง นะหารู อัฏฐิ อัฏฐิมิญชัง วักกัง หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง,
ยัง วา ปะนัญญัมปิ กิญจิ อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง กักขะฬัง ขะริคะตัง อุปาทินนัง,
อะยัง วุจจะติ ราหุละ อัชฌัตติกา ปะฐะวีธาตุ.
ธาตุดินมีทั้งที่เป็นภายในและที่เป็นภายนอก,
ราหุล ธาตุดินภายในเป็นอย่างไร,
สิ่งใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะแข้นแข็ง หยาบกระด้าง อันกรรมและตัณหายึดครองไว้ ได้แก่
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า,
หรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะแข้นแข็ง หยาบกระด้าง อันกรรมและตัณหายึดครองไว้,
ราหุล นี้เรียกว่าธาตุดินภายใน.
ตัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง,
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทิสวา ปะฐะวีธาตุยา นิพพินทะติ ปะฐะวีธาตุยา จิตตัง วิราเชติ.
พึงเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา,
ครั้นเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุดิน ย่อมทำจิตให้คลายกำหนัดจากธาตุดิน.
อาโปธาตุ สิยา อัชฌัตติกา สิยา พาหิรา,
กะตะมา จะ ราหุละ อัชฌัตติกา อาโปธาตุ,
ยัง อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง อาโป อาโปคะตัง อุปาทินนัง, เสยยะถีทัง,
ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆาณิกา ละสิกา มุตตัง,
ยัง วา ปะนัญญัมปิ กิญจิ อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง อาโป อาโปคะตัง อุปาทินนัง,
อะยัง วุจจะติ ราหุละ อัชฌัตติกา อาโปธาตุ.
ธาตุน้ำมีทั้งที่เป็นภายในและที่เป็นภายนอก,
ราหุล ธาตุน้ำภายในเป็นอย่างไร,
สิ่งใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะเอิบอาบซึมซาบ อันกรรมและตัณหายึดครองไว้ ได้แก่
น้ำดี เสลด น้ำหนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร,
หรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะเอิบอาบซึมซาบ อันกรรมและตัณหายึดครองไว้,
ราหุล นี้เรียกว่าธาตุน้ำภายใน.
ตัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง,
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทิสวา อาโปธาตุยา นิพพินทะติ อาโปธาตุยา จิตตัง วิราเชติ.
พึงเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา,
ครั้นเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุน้ำ ย่อมทำจิตให้คลายกำหนัดจากธาตุน้ำ.
เตโชธาตุ สิยา อัชฌัตติกา สิยา พาหิรา,
กะตะมา จะ ราหุละ อัชฌัตติกา เตโชธาตุ,
ยัง อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง เตโช เตโชคะตัง อุปาทินนัง, เสยยะถีทัง,
เยนะ จะ สันตัปปะติ เยนะ จะ ชีริยะติ เยนะ จะ ปะริฑัยหะติ เยนะ จะ อะสิตะปีตะขายิตะสายิตัง สัมมา ปะริณามัง คัจฉะติ,
ยัง วา ปะนัญญัมปิ กิญจิ อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง เตโช เตโชคะตัง อุปาทินนัง,
อะยัง วุจจะติ ราหุละ อัชฌัตติกา เตโชธาตุ.
ธาตุไฟมีทั้งที่เป็นภายในและที่เป็นภายนอก,
ราหุล ธาตุไฟภายในเป็นอย่างไร,
สิ่งใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะร้อนอบอุ่น อันกรรมและตัณหายึดครองไว้ ได้แก่
ไฟที่ทำให้กายอบอุ่น ไฟที่ทำให้กายทรุดโทรม ไฟที่ทำให้กายเร่าร้อน และไฟที่ย่อยอาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วให้ย่อยไปโดยชอบ,
หรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะร้อนอบอุ่น อันกรรมและตัณหายึดครองไว้,
ราหุล นี้เรียกว่าธาตุไฟภายใน.
ตัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง,
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทิสวา เตโชธาตุยา นิพพินทะติ เตโชธาตุยา จิตตัง วิราเชติ.
พึงเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา,
ครั้นเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุไฟ ย่อมทำจิตให้คลายกำหนัดจากธาตุไฟ.
วาโยธาตุ สิยา อัชฌัตติกา สิยา พาหิรา,
กะตะมา จะ ราหุละ อัชฌัตติกา วาโยธาตุ,
ยัง อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง วาโย วาโยคะตัง อุปาทินนัง, เสยยะถีทัง,
อุทธังคะมา วาตา อะโธคะมา วาตา กุจฉิสะยา วาตา โกฏฐาสะยา วาตา อังคะมังคานุสาริโน วาตา อัสสาโส ปัสสาโส อิติ,
ยัง วา ปะนัญญัมปิ กิญจิ อัชฌัตตัง ปัจจัตตัง วาโย วาโยคะตัง อุปาทินนัง,
อะยัง วุจจะติ ราหุละ อัชฌัตติกา วาโยธาตุ.
ธาตุลมมีทั้งที่เป็นภายในและที่เป็นภายนอก,
ราหุล ธาตุลมภายในเป็นอย่างไร,
สิ่งใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะพัดไหวไปมา อันกรรมและตัณหายึดครองไว้ ได้แก่
ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในลำไส้ ลมที่แล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก,
หรือสิ่งอื่นใดที่อยู่ภายในตน เป็นของเฉพาะตน มีลักษณะพัดไหวไปมา อันกรรมและตัณหายึดครองไว้,
ราหุล นี้เรียกว่าธาตุลมภายใน.
ตัง เนตัง มะมะ เนโสหะมัสมิ นะ เมโส อัตตาติ เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทัฏฐัพพัง,
เอวะเมตัง ยะถาภูตัง สัมมัปปัญญายะ ทิสวา วาโยธาตุยา นิพพินทะติ วาโยธาตุยา จิตตัง วิราเชติ.
พึงเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา,
ครั้นเห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายในธาตุลม ย่อมทำจิตให้คลายกำหนัดจากธาตุลม.
ที่มาของบทสวด
ท่อนที่ 1–2 (ธาตุมนสิการบรรพ) มาจากมหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค และสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ท่อนที่ 3–10 (คำจำแนกธาตุ 4 ที่ตรัสแก่พระราหุล) มาจากมหาราหุโลวาทสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (ข้อความทำนองเดียวกันปรากฏในมหาหัตถิปโทปมสูตรและธาตุวิภังคสูตรด้วย) รูปแบบการนำมาเรียงต่อกันเป็นบทสาธยายเดียวเป็นการจัดของผู้รวบรวมตามแนวหนังสือสวดมนต์สายกรรมฐาน
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
จตุธาตุววัฏฐาน คือการกำหนดพิจารณาร่างกายโดยแยกออกเป็นธาตุ 4 ได้แก่ ธาตุดิน (ส่วนที่แข้นแข็ง 19 อย่าง ตั้งแต่ผมถึงอาหารเก่า) ธาตุน้ำ (ส่วนที่เอิบอาบ 12 อย่าง ตั้งแต่น้ำดีถึงน้ำมูตร) ธาตุไฟ (ความร้อนที่ทำให้กายอบอุ่น ทรุดโทรม เร่าร้อน และย่อยอาหาร) และธาตุลม (ลม 6 อย่าง ตั้งแต่ลมพัดขึ้นจนถึงลมหายใจเข้าออก) แล้วสรุปว่าธาตุแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะอยู่ในตัวเราหรือนอกตัวเรา ก็เป็นสักแต่ว่าธาตุนั้น ๆ "ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา" พระพุทธองค์ทรงเปรียบเหมือนคนฆ่าโคที่ชำแหละโคออกเป็นส่วน ๆ วางขายที่ทางสี่แพร่ง เมื่อแบ่งออกแล้วความสำคัญว่า "โค" ก็หายไป เหลือแต่ "เนื้อ" ฉันใด เมื่อแยกกายออกเป็นธาตุแล้ว ความสำคัญว่า "สัตว์ บุคคล ตัวเรา" ก็จางหายไป ฉันนั้น
วิธีใช้ในการปฏิบัติ วิสุทธิมรรคจัดจตุธาตุววัฏฐานเป็นกรรมฐานหนึ่งในกรรมฐาน 40 ซึ่งให้ผลได้เพียงอุปจารสมาธิ แต่เป็นบาทฐานที่ดีเยี่ยมของวิปัสสนา ในทางปฏิบัติ ผู้เจริญกรรมฐานนี้อาจสาธยายบทนี้ก่อนนั่งสมาธิ แล้วน้อมพิจารณาในกายตนตามลำดับ เช่น กำหนดรู้ความแข็งของกระดูกและฟันว่าเป็นธาตุดิน ความเปียกชื้นของน้ำลายและเหงื่อว่าเป็นธาตุน้ำ ความอุ่นของร่างกายว่าเป็นธาตุไฟ ลมหายใจและการเคลื่อนไหวว่าเป็นธาตุลม เมื่อกำหนดจนชำนาญจะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า "กาย" เป็นเพียงกองธาตุที่แปรปรวนอยู่ตลอด ไม่มีสาระที่ควรยึดถือ ครูบาอาจารย์สายวัดป่ามักสอนให้ใช้บทนี้ควบคู่กับอาการ 32 คือเมื่อพิจารณาอาการ 32 จนเห็นความปฏิกูลแล้ว จึงพิจารณาต่อโดยความเป็นธาตุเพื่อถอนอัตตสัญญา
อานิสงส์ ตามวิสุทธิมรรค ผู้เจริญธาตุกรรมฐานย่อมหยั่งลงสู่ความว่างเปล่า (สุญญตา) ถอนความสำคัญว่าสัตว์บุคคล ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ไม่หลงยินดียินร้ายกับสิ่งที่มากระทบ และเป็นทางให้บรรลุมรรคผลได้ ในมหาราหุโลวาทสูตรตรัสว่าเมื่อเจริญภาวนาให้เสมอด้วยธาตุทั้ง 4 ผัสสะที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจที่เกิดขึ้นย่อมไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ได้
ข้อสังเกต บทนี้เป็นการนำพระพุทธพจน์สองแห่งมาเรียงต่อกัน จึงมีทั้งคำว่า "ภิกขะเว" (ตรัสแก่ภิกษุ) และ "ราหุละ" (ตรัสแก่พระราหุล) วัดสายกรรมฐานบางแห่งสวดเฉพาะท่อนธาตุมนสิการบรรพจากมหาสติปัฏฐานสูตร บางแห่งใช้แบบ "ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง" (ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐะ) ซึ่งพิจารณาปัจจัย 4 โดยความเป็นธาตุ ผู้ฝึกหัดใหม่ควรอ่านคำแปลให้เข้าใจก่อนแล้วจึงสวดบาลี