พระปริตร (เจ็ดตำนาน – สิบสองตำนาน)
นโมการอัฏฐกคาถา
นะโมการะอัฏฐะกะ / นะโม 8 บท
คาถานอบน้อมพระรัตนตรัย 4 คาถา ที่มีคำว่า "นะโม" 8 ครั้ง พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 สวดต่อจากบทสัมพุทเธ ก่อนขึ้นมงคลสูตร
สัมพุทธัสสะ มะเหสิโน
นะโม อุตตะมะธัมมัสสะ
สวากขาตัสเสวะ เตนิธะ
วิสุทธะสีละทิฏฐิโน
นะโม โอมาตยารัทธัสสะ
ระตะนัตตะยัสสะ สาธุกัง
ตัสสะ วัตถุตตะยัสสะปิ
นะโมการัปปะภาเวนะ
วิคัจฉันตุ อุปัททะวา
สุวัตถิ โหตุ สัพพะทา
นะโมการัสสะ เตเชนะ
วิธิมหิ โหมิ เตชะวา
ที่มาของบทสวด
ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พุทธศตวรรษที่ 25) ทรงนิพนธ์เป็นภาษาบาลี
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
นโมการอัฏฐกคาถา (นะโมการะอัฏฐะกะ) แปลว่า "คาถานอบน้อมแปดบท" เป็นคาถาบาลี 4 คาถา (16 บาท) ที่มีคำว่า "นะโม" ปรากฏถึง 8 ครั้ง กล่าวนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระธรรมอันสูงสุดที่ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ผู้มีศีลและทิฏฐิบริสุทธิ์ แล้วสรุปว่าการนอบน้อมพระรัตนตรัยเป็นสิ่งดีงาม จากนั้นจึงอ้างอานุภาพแห่งการนอบน้อมนั้นขอให้อุปัทวะทั้งหลายปราศไป ขอความสวัสดีจงมีทุกเมื่อ และขอให้ผู้สวดมีเดชในพิธีกรรมที่กำลังกระทำ
ที่มา เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีอย่างยิ่งตั้งแต่ครั้งทรงผนวช คาถานี้ถูกบรรจุไว้ในชุดเจ็ดตำนาน (จุลราชปริตร) และสิบสองตำนาน (มหาราชปริตร) ต่อจากบทสัมพุทเธ และก่อนขึ้นมงคลสูตร จึงจัดเป็นบทประกอบต้นชุด ไม่ใช่ตำนานหนึ่งในเจ็ดหรือสิบสอง ข้อสังเกตคือคำว่า "โอม" ในบาทที่สาม (โอมาตยารัทธัสสะ) เป็นการอธิบายว่า "นะโม" ที่ย่อเป็น "โอม" ในการนอบน้อมพระรัตนตรัยนั้นเป็นสิ่งดี สะท้อนพระราชดำริที่จะเชื่อมโยงธรรมเนียมการใช้คำ "โอม" ในพิธีหลวงให้เข้ากับพุทธศาสนา
อานิสงส์และความเชื่อ เชื่อกันว่าการสวดบทนี้ก่อนพระปริตรทำให้ผู้สวดมีเดชานุภาพ ทำให้พิธีที่กระทำมีความศักดิ์สิทธิ์ และขจัดอุปัทวันตรายทั้งปวง ฆราวาสจำนวนมากนิยมสวดบทนี้ในการสวดมนต์ประจำวันร่วมกับบทนมัสการและบทสัมพุทเธ
โอกาสที่ใช้ พระสงฆ์สวดในงานเจริญพระพุทธมนต์ทั่วไป ทำนองสวดมักเป็นทำนองสรภัญญะช้า ๆ ต่อเนื่องจากบทสัมพุทเธ เมื่อจบบทนี้แล้วจึงขึ้น "เอวัมเม สุตัง" ของมงคลสูตรทันที