บทพิจารณาสังขาร
ธัมมะสังเวคะปัจจะเวกขะณะปาฐะ, สัพเพ สังขารา อะนิจจา
บทประกอบท้ายทำวัตร พิจารณาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชีวิตไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของแน่นอน และกายนี้จะทอดทิ้งไว้บนแผ่นดินดุจท่อนไม้
สัพเพ สังขารา ทุกขา,
สัพเพ ธัมมา อะนัตตา,
สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องแก่ เจ็บ ตายไป,
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขารและมิใช่สังขาร ไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือว่าเรา ว่าของเรา,
ธุวัง มะระณัง,
อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง,
มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง,
ชีวิตัง เม อะนิยะตัง,
มะระณัง เม นิยะตัง,
ความตายเป็นของยั่งยืน,
เราจะต้องตายอย่างแน่นอน,
ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด,
ชีวิตของเราเป็นของไม่แน่นอน,
ความตายของเราเป็นของแน่นอน,
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง.
ถูกทอดทิ้งไว้ ปราศจากวิญญาณ ดุจท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ฉะนั้น.
ที่มาของบทสวด
ท่อนไตรลักษณ์ "สัพเพ สังขารา อะนิจจา…" มาจากธรรมบท (ขุททกนิกาย) มัคควรรค และอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต คาถาสุดท้าย "อะจิรัง วะตะยัง กาโย…" คือธรรมบท จิตตวรรค คาถาที่ 41 ส่วนท่อนกลาง "อะธุวัง ชีวิตัง ธุวัง มะระณัง…" เรียบเรียงตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค (มรณัสสตินิทเทส) ประมวลเข้าด้วยกันในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง เรียกว่า "บทพิจารณาสังขาร" สวนโมกข์เรียกว่า "ธัมมสังเวคปัจจเวกขณปาฐะ"
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทประกอบท้ายทำวัตร สวดหลังทำวัตรเช้าหรือเย็น มักสวดต่อจากอภิณหปัจจเวกขณปาฐะ เป็นบทที่ชาวพุทธไทยรู้จักกันดีในชื่อ "บทพิจารณาสังขาร" หรือ "สัพเพ สังขารา" เนื้อหามี 3 ตอน ตอนแรกคือไตรลักษณ์ (สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา) ตอนกลางคือมรณสติ (ชีวิตไม่ยั่งยืน ความตายแน่นอน) และตอนท้ายคือคาถาธรรมบทที่ว่าอีกไม่นานกายนี้จะถูกทอดทิ้งไว้บนแผ่นดินเหมือนท่อนไม้ที่ไร้ค่า
ธรรมเนียมการสวด ในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงบทนี้พิมพ์แบบบาลีสลับคำแปลทีละวรรค ("สัพเพ สังขารา อะนิจจา สังขารคือร่างกายจิตใจ… ไม่เที่ยง") และเป็นที่นิยมสวดคำแปลควบไปด้วยเสมอ ในฉบับสวนโมกข์ผู้นำสวดกล่าวนำว่า "หันทะ มะยัง ธัมมะสังเวคะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส" คาถาสุดท้ายในฉบับหลวงเรียงคำแบบร้อยแก้วว่า "วะตะ อะยัง กาโย อะจิรัง อะเปตะวิญญาโณ ฉุฑโฑ อะธิเสสสะติ ปะฐะวิง กะลิงคะรัง อิวะ นิรัตถัง" ส่วนในที่นี้ใช้ตามลำดับคำในพระธรรมบท
โอกาสที่ใช้และอานิสงส์ นอกจากสวดท้ายทำวัตรแล้ว ยังใช้สวดในงานศพ พิธีบังสุกุล และเป็นบทเจริญมรณสติก่อนนอน ตามคัมภีร์ การเจริญมรณสติทำให้ไม่ประมาท ละความยึดติดในชีวิตและทรัพย์สมบัติ ไม่หวาดกลัวเมื่อความตายมาถึง และเป็นบาทให้เกิดวิปัสสนาปัญญา