บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา

คำขอขมา คำมอบกายถวายชีวิต และคำสมาทานกรรมฐาน (ก่อนภาวนา)

คำขึ้นกรรมฐาน, คำขอกรรมฐาน, อัตตสันนิยยาตนะ, คำอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิ

ชุดคำกล่าวก่อนเริ่มปฏิบัติภาวนา ได้แก่ คำขอขมาพระรัตนตรัย คำมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าและครูอาจารย์ คำขอกรรมฐาน และคำอธิษฐานตั้งใจปฏิบัติ

(บทนำ)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
(บทนำ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (3 จบ)
(คำขอขมาพระรัตนตรัยก่อนเจริญกรรมฐาน)
อุกาสะ อัจจะโย โน ภันเต อัจจัคคะมา,
ยะถาพาเล ยะถามุฬเห ยะถาอะกุสะเล,
เย มะยัง กะรัมหา,
เอวัง ภันเต มะยัง อัจจะโย โน ปะฏิคคัณหะถะ,
อายะติง สังวะเรยยามะ.
(คำขอขมาพระรัตนตรัยก่อนเจริญกรรมฐาน)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอโอกาส โทษล่วงเกินได้ครอบงำข้าพเจ้าทั้งหลายแล้ว,
ข้าพเจ้าทั้งหลายได้กระทำความผิดใด ๆ ไว้ ตามประสาคนพาล ตามประสาคนหลง ตามประสาคนไม่ฉลาด,
ขอพระองค์โปรดรับโทษล่วงเกินนั้นของข้าพเจ้าทั้งหลาย,
เพื่อข้าพเจ้าทั้งหลายจักสำรวมระวังต่อไปในภายหน้า.
(คำมอบกายถวายชีวิตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า)
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ,
ทุติยัมปิ อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ,
ตะติยัมปิ อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ.
(คำมอบกายถวายชีวิตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่พระองค์,
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่พระองค์,
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่พระองค์.
(คำมอบกายถวายชีวิตแด่ครูอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน)
อิมาหัง อาจะริยะ อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ,
ทุติยัมปิ อิมาหัง อาจะริยะ อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ,
ตะติยัมปิ อิมาหัง อาจะริยะ อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ.
(คำมอบกายถวายชีวิตแด่ครูอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน)
ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่ท่าน,
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่ท่าน,
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพร่างกายนี้แด่ท่าน.
(คำขอกรรมฐาน)
นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ,
ทุติยัมปิ นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ,
ตะติยัมปิ นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ.
(คำขอกรรมฐาน)
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้กรรมฐานแก่ข้าพเจ้า เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง,
แม้ครั้งที่สอง ขอท่านจงให้กรรมฐานแก่ข้าพเจ้า เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง,
แม้ครั้งที่สาม ขอท่านจงให้กรรมฐานแก่ข้าพเจ้า เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง.
(คำอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิ — ภาษาไทย)
อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขอสมาทานเอาซึ่งพระกรรมฐาน ขอขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และวิปัสสนาญาณ จงบังเกิดขึ้นในขันธสันดานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตั้งสติกำหนดไว้ที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ สามหนและเจ็ดหน ร้อยหนและพันหน ด้วยความไม่ประมาท ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
(คำอธิษฐานก่อนนั่งสมาธิ — ภาษาไทย ใช้กล่าวตามที่เขียนไว้ อาจปรับคำกำหนดอารมณ์กรรมฐานให้ตรงกับวิธีที่ตนใช้ เช่น เปลี่ยน "ลมหายใจเข้าออก" เป็น "อาการพองยุบ" หรือ "พุทโธ" ตามสำนักที่ตนปฏิบัติ)
(คำอธิษฐานท้าย)
สาธุ สาธุ สาธุ,
นิพพานะปัจจะโย โหตุ,
อิทัง เม ปุญญัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ.
(คำอธิษฐานท้าย)
สาธุ สาธุ สาธุ (ดีแล้ว ดีแล้ว ดีแล้ว),
ขอ (การปฏิบัตินี้) จงเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพาน,
ขอบุญของข้าพเจ้านี้ จงนำมาซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ.

ที่มาของบทสวด

คำมอบกายถวายชีวิต (อัตตสันนิยยาตนะ) "อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิ" และคำขอกรรมฐาน "นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ" มาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปฐวีกสิณนิเทศ (พระพุทธโฆสาจารย์ ลังกา พุทธศตวรรษที่ 10) ซึ่งกล่าวถึงการมอบตนแด่พระพุทธเจ้าหรืออาจารย์ก่อนรับกรรมฐาน คำขอขมา "อุกาสะ อัจจะโย โน ภันเต" ดัดแปลงจากแบบแสดงโทษ (อัจจยเทสนา) ในพระวินัยและพระสูตร ส่วนคำอธิษฐานภาษาไทยเป็นแบบที่ใช้สืบกันมาในสำนักวิปัสสนาไทย เช่น วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดพิชโสภาราม และวัดสายกรรมฐานอีสาน ถ้อยคำอาจต่างกันบ้างตามสำนัก

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

คำสมาทานกรรมฐาน หรือที่เรียกกันว่า "ขึ้นกรรมฐาน" หรือ "ขึ้นครู" คือพิธีกล่าวคำมอบตัวและขอรับกรรมฐานจากครูอาจารย์ก่อนเริ่มปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง มีรากมาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่สอนว่าผู้จะเจริญกรรมฐานพึงเข้าไปหากัลยาณมิตร มอบตนแด่พระพุทธเจ้าหรือแด่อาจารย์ (อัตตสันนิยยาตนะ) แล้วจึงขอกรรมฐาน เหตุที่ต้องมอบตนก็เพราะผู้ที่มอบกายถวายชีวิตแล้วย่อมไม่หวาดกลัวเมื่ออยู่ในที่สงัดหรือเมื่อเผชิญอารมณ์ที่น่ากลัว ไม่ดื้อรั้นต่อคำสอนของอาจารย์ และตั้งใจปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยวเหมือนคนที่ไม่มีอะไรจะเสียอีก บทนี้เรียงลำดับตามธรรมเนียมไทย คือ ตั้งนะโม ขอขมาพระรัตนตรัย (เพื่อชำระโทษที่อาจล่วงเกินไว้โดยไม่รู้ตัว อันจะเป็นเครื่องกั้นสมาธิ) มอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าและครูอาจารย์ ขอกรรมฐาน แล้วอธิษฐานตั้งใจปฏิบัติ

วิธีใช้ในการปฏิบัติ ในการเข้ากรรมฐานอย่างเป็นทางการ ผู้ปฏิบัติจะจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่พาน (บางสำนักกำหนดดอกไม้ 5 กระทง ธูป 5 ดอก เทียน 5 เล่ม หมายถึงเบญจศีล-เบญจธรรม หรือขันธ์ 5) นำไปถวายพระอาจารย์ กราบ 3 ครั้ง แล้วกล่าวคำเหล่านี้ตามลำดับ พระอาจารย์จะบอกวิธีกำหนดกรรมฐานให้ เมื่อปฏิบัติเองที่บ้านโดยไม่มีครู ก็สามารถกล่าวคำมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้า (ท่อนที่ 3) และคำขอกรรมฐาน (ท่อนที่ 5) ต่อหน้าพระพุทธรูปได้ โดยข้ามท่อนที่กล่าวแด่อาจารย์ จากนั้นกล่าวคำอธิษฐานภาษาไทยเพื่อกำหนดเป้าหมายและวิธีปฏิบัติของตนให้ชัด แล้วจึงเริ่มนั่งสมาธิ ครูบาอาจารย์แนะให้กล่าวคำอธิษฐานทุกครั้งที่นั่ง ไม่ใช่เฉพาะครั้งแรก เพราะเป็นการตั้งสัจจะและปลุกความเพียร

อานิสงส์ วิสุทธิมรรคกล่าวว่าผู้มอบตนแล้วย่อมได้ความคุ้มครองจากพระศาสดาและอาจารย์ กรรมฐานย่อมสำเร็จได้ง่าย ไม่ถูกความกลัวและมารครอบงำ การขอขมาก่อนภาวนาช่วยให้จิตปลอดโปร่ง ไม่มีความกังวลใจอันเป็นนิวรณ์ และการอธิษฐานเป็นบารมีข้อหนึ่งในบารมี 10 ที่ทำให้การปฏิบัติมั่นคงและมีทิศทาง ประเพณีไทยยังเชื่อว่าผู้ที่ "ขึ้นครู" อย่างถูกต้องจะปฏิบัติได้ราบรื่นและมีครูบาอาจารย์คอยดูแล

ข้อสังเกต สำนักต่าง ๆ มีรายละเอียดต่างกัน เช่น สายวัดปากน้ำใช้ "อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขอสมาทานพระกรรมฐาน" แล้วต่อด้วยคำขอให้บังเกิดดวงธรรม สายวัดมหาธาตุ (พองหนอ ยุบหนอ) ใช้คำขอขมาและคำมอบตัวตามบทนี้แล้วตามด้วยการสมาทานศีล 8 สายวัดป่าบางแห่งใช้เพียงคำมอบกายถวายชีวิตและอธิษฐานเป็นภาษาไทยสั้น ๆ ทั้งหมดถือว่าถูกต้องเหมือนกัน ผู้ปฏิบัติควรใช้แบบของสำนักที่ตนศึกษาเป็นหลัก เมื่อออกจากกรรมฐานหรือลาครูก็มีธรรมเนียมกล่าวคำลาและขอขมาอีกครั้งหนึ่ง

สมาทานกรรมฐานขึ้นกรรมฐานมอบกายถวายชีวิตขอขมาอธิษฐานกรรมฐานก่อนนั่งสมาธิ