บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา
คำบริกรรมภาวนาที่นิยม (พุทโธ สัมมาอะระหัง พองหนอ-ยุบหนอ)
คำภาวนา, บริกรรมนิมิต, องค์ภาวนา
รวมคำบริกรรมภาวนาที่สำนักกรรมฐานในไทยนิยมใช้ พร้อมความหมายและวิธีใช้กำกับลมหายใจหรืออิริยาบถในการเจริญสมาธิ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ,
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง (ว่า 3 จบ ก่อนเริ่มภาวนาทุกครั้ง)
พุท (หายใจเข้า)
โธ (หายใจออก)
พุทโธ พุทโธ พุทโธ
สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง
สัมมาอะระหัง
พองหนอ (ท้องพองขึ้นเมื่อหายใจเข้า)
ยุบหนอ (ท้องยุบลงเมื่อหายใจออก)
นั่งหนอ ถูกหนอ
อะระหัง อะระหัง อะระหัง
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
มะระณัง มะระณัง
อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา
สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ
ที่มาของบทสวด
คำบริกรรมเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ในการเจริญสมถะและวิปัสสนาตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค (พุทธานุสสติ มรณานุสสติ เมตตา อานาปานสติ และธาตุววัฏฐาน) ซึ่งครูบาอาจารย์ในไทยนำมากำหนดเป็นคำภาวนาเฉพาะสำนัก ได้แก่ "พุทโธ" ตามแนวพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (สายวัดป่ากรรมฐานอีสาน พุทธศตวรรษที่ 25) "สัมมาอะระหัง" ตามแนวพระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พ.ศ. 2459 เป็นต้นมา) และ "พองหนอ ยุบหนอ" ตามแนวพระมหาสีสยาดอแห่งพม่า ซึ่งพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) นำเข้ามาเผยแพร่ในไทยที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ พ.ศ. 2496
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
คำบริกรรมภาวนา คือคำสั้น ๆ ที่ผู้ปฏิบัตินึกซ้ำ ๆ ในใจเพื่อผูกจิตไว้กับอารมณ์กรรมฐานเพียงอย่างเดียว ไม่ให้ซัดส่ายไปตามความคิด คัมภีร์วิสุทธิมรรคเรียกว่า "บริกรรมนิมิต" อันเป็นขั้นแรกของการทำสมาธิ ก่อนที่จิตจะละเอียดขึ้นเป็นอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต และเข้าสู่อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิตามลำดับ คำบริกรรมที่นิยมในไทยมีหลายแบบตามสายครูบาอาจารย์ แต่ทุกแบบมีหลักเดียวกันคือให้จิตรู้อยู่กับสิ่งเดียวในปัจจุบัน บทนี้รวบรวมคำบริกรรมหลัก ๆ ไว้พร้อมคำอธิบายวิธีใช้ เพื่อให้ผู้เริ่มต้นเลือกใช้ได้ตามจริตและตามสำนักที่ตนศรัทธา
วิธีปฏิบัติโดยทั่วไป เริ่มด้วยการกราบพระ ตั้งนะโม 3 จบ สมาทานศีล และแผ่เมตตาย่อ ๆ แล้วนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง หลับตาพอสบาย วางมือขวาทับมือซ้ายบนตัก จากนั้นจึงเริ่มบริกรรมคำที่เลือกไว้ประกอบกับลมหายใจ (พุทโธ อะระหัง) หรือกับอาการของท้อง (พองหนอ ยุบหนอ) หรือกับนิมิตที่ศูนย์กลางกาย (สัมมาอะระหัง) หลักสำคัญที่ครูบาอาจารย์ทุกสายเน้นตรงกันคือ (1) ไม่บังคับลมหายใจ (2) เมื่อจิตเผลอไปคิด ให้รู้ทันแล้วกลับมาที่คำบริกรรมโดยไม่หงุดหงิด (3) เมื่อคำบริกรรมหายไปเองพร้อมกับความสงบ ให้รู้อยู่กับความสงบนั้น ไม่ต้องดึงคำกลับมา และ (4) ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกวัน แม้วันละ 10–15 นาที ดีกว่าทำนาน ๆ ครั้งละมาก ๆ นอกจากนี้ยังใช้คำบริกรรมได้ในอิริยาบถอื่น เช่น เดินจงกรมกำกับ "พุท" ก้าวซ้าย "โธ" ก้าวขวา หรือบริกรรมในใจระหว่างทำงานเพื่อรักษาสติ
อานิสงส์ คำบริกรรมส่วนใหญ่เป็นพุทธานุสสติ ซึ่งตรัสไว้ในอังคุตตรนิกายว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่เจริญแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ สงบระงับ รู้ยิ่ง ตรัสรู้ และนิพพาน วิสุทธิมรรคกล่าวว่าผู้เจริญพุทธานุสสติย่อมมีความเคารพในพระศาสดา มีศรัทธา สติ ปัญญาและบุญมาก มีปีติปราโมทย์มาก อดทนต่อความกลัวและความทุกข์ได้ รู้สึกเหมือนอยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า และเมื่อยังไม่บรรลุคุณธรรมสูงขึ้นไป ก็มีสุคติเป็นที่ไป ครูบาอาจารย์สายวัดป่ายังกล่าวว่า "พุทโธ" เป็นคำที่ทำให้จิตรวมได้เร็วและเป็นที่พึ่งได้ทั้งยามปกติและยามใกล้ตาย
ข้อสังเกต คำบริกรรมเป็นเพียงอุบายให้จิตสงบ ไม่ใช่สาระของสมาธิ ผู้ปฏิบัติไม่ควรสับสนว่าคำใดศักดิ์สิทธิ์กว่าคำใด สำนักต่าง ๆ ก็ยืนยันตรงกันว่าสำคัญที่ความต่อเนื่องของสติ ไม่ใช่ที่ตัวคำ ผู้ที่เปลี่ยนคำบริกรรมไปมาบ่อย ๆ มักไม่ได้ผล จึงควรเลือกคำเดียวแล้วใช้ให้ต่อเนื่องอย่างน้อยหลายเดือน หากมีครูบาอาจารย์ที่ตนศึกษาอยู่ ควรใช้คำบริกรรมตามที่ท่านสอนเพื่อให้สอบถามและรับคำแนะนำได้ตรงกัน