บทพิจารณาและบทสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา
สติปัฏฐานปาฐะ (อุทเทสมหาสติปัฏฐานสูตร)
สะติปัฏฐานะปาโฐ, เอกายนมรรค, มหาสติปัฏฐานสูตร ตอนอุทเทสและนิคม
ตอนอุทเทส (บทตั้ง) ของมหาสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยทางสายเอกคือสติปัฏฐาน 4 พร้อมตอนสรุปท้ายสูตรที่ทรงรับรองผลภายใน 7 ปีจนถึง 7 วัน
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา กุรูสุ วิหะระติ กัมมาสะธัมมัง นามะ กุรูนัง นิคะโม,
ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ,
ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุง,
ภะคะวา เอตะทะโวจะ.
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในแคว้นกุรุ ณ นิคมของชาวกุรุชื่อกัมมาสธัมมะ,
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสว่า พระพุทธเจ้าข้า,
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า.
สัตตานัง วิสุทธิยา,
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ,
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ,
ญายัสสะ อะธิคะมายะ,
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ,
ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานา.
เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย,
เพื่อก้าวล่วงความโศกและความคร่ำครวญ,
เพื่อดับความทุกข์กายและความทุกข์ใจ,
เพื่อบรรลุญายธรรม (ทางที่ถูกต้อง),
เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง,
ทางนี้คือสติปัฏฐาน 4.
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ,
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง.
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ,
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ,
กำจัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้.
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง.
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ,
กำจัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้.
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง.
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ,
กำจัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้.
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา,
วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง.
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ,
กำจัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้.
ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง,
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา,
สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตา.
ผู้นั้นพึงหวังผลได้ 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง,
คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้,
หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี.
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ ฉะ วัสสานิ, ปัญจะ วัสสานิ, จัตตาริ วัสสานิ, ตีณิ วัสสานิ, เทว วัสสานิ, เอกัง วัสสัง,
ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง,
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา,
สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตา.
ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน 4 เหล่านี้อย่างนี้ตลอด 6 ปี, 5 ปี, 4 ปี, 3 ปี, 2 ปี, หรือ 1 ปี,
ผู้นั้นพึงหวังผลได้ 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง,
คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้,
หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี.
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ สัตตะ มาสานิ, ฉะ มาสานิ, ปัญจะ มาสานิ, จัตตาริ มาสานิ, ตีณิ มาสานิ, เทว มาสานิ, เอกัง มาสัง, อัฑฒะมาสัง,
ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง,
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา,
สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตา.
ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน 4 เหล่านี้อย่างนี้ตลอด 7 เดือน, 6 เดือน, 5 เดือน, 4 เดือน, 3 เดือน, 2 เดือน, 1 เดือน, หรือครึ่งเดือน,
ผู้นั้นพึงหวังผลได้ 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง,
คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้,
หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี.
โย หิ โกจิ ภิกขะเว อิเม จัตตาโร สะติปัฏฐาเน เอวัง ภาเวยยะ สัตตาหัง,
ตัสสะ ทวินนัง ผะลานัง อัญญะตะรัง ผะลัง ปาฏิกังขัง,
ทิฏเฐวะ ธัมเม อัญญา,
สะติ วา อุปาทิเสเส อะนาคามิตาติ.
ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน 4 เหล่านี้อย่างนี้ตลอด 7 วัน,
ผู้นั้นพึงหวังผลได้ 2 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง,
คือพระอรหัตผลในปัจจุบันชาตินี้,
หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี.
สัตตานัง วิสุทธิยา,
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ,
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ,
ญายัสสะ อะธิคะมายะ,
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ,
ยะทิทัง จัตตาโร สะติปัฏฐานาติ,
อิติ ยันตัง วุตตัง อิทะเมตัง ปะฏิจจะ วุตตันติ.
เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย,
เพื่อก้าวล่วงความโศกและความคร่ำครวญ,
เพื่อดับความทุกข์กายและความทุกข์ใจ,
เพื่อบรรลุญายธรรม,
เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง,
ทางนี้คือสติปัฏฐาน 4,
คำที่กล่าวไว้ดังนี้ เราอาศัยเหตุนี้จึงกล่าวแล้ว.
อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติ.
ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้.
ที่มาของบทสวด
มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (สูตรที่ 9) เฉพาะตอนนิทาน อุทเทส และตอนสรุป (นิคม) ท้ายสูตร ข้อความเดียวกันปรากฏในสติปัฏฐานสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (สูตรที่ 10) ต่างกันเพียงสถานที่ ท่อนที่แสดงลำดับปีและเดือน (ท่อนที่ 8–9) ในพระบาลีใช้เครื่องหมายเปยยาล ในที่นี้เขียนเรียงลำดับไว้เต็มตามที่หนังสือสวดมนต์บางฉบับใช้
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
สติปัฏฐานปาฐะ คือตอนต้น (อุทเทส) และตอนท้าย (นิคม) ของมหาสติปัฏฐานสูตร พระสูตรที่ถือกันว่าเป็นแม่บทของการเจริญวิปัสสนาในพระพุทธศาสนาเถรวาท พระพุทธองค์ตรัสประกาศว่าสติปัฏฐาน 4 เป็น "เอกายนมรรค" ทางสายเอก ทางสายเดียว ที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโศก ดับทุกข์โทมนัส บรรลุอริยมรรค และทำนิพพานให้แจ้ง ได้แก่การมีสติตามเห็น กาย ในกาย เวทนา ในเวทนา จิต ในจิต และธรรมในธรรม ด้วยองค์คุณ 3 คือ อาตาปี (ความเพียรเผากิเลส) สัมปชาโน (รู้ตัวทั่วพร้อม) สติมา (มีสติ) พร้อมทั้งวางความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ ตอนท้ายสูตรทรงรับรองว่าผู้เจริญสติปัฏฐานอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ไม่ว่าจะ 7 ปีลงมาจนถึง 7 วัน ย่อมหวังได้ซึ่งพระอรหัตผลหรือพระอนาคามิผล
วิธีใช้ในการปฏิบัติ คำว่า "พิจารณาเห็นกายในกาย" หมายถึงเห็นกายเพียงสักว่ากาย ไม่เห็นเป็นเรา เป็นของเรา ไม่เห็นเป็นเวทนาหรือจิต ในภาคปฏิบัติ กายานุปัสสนาแยกย่อยเป็น 14 บรรพ ได้แก่ ลมหายใจ อิริยาบถ สัมปชัญญะในอิริยาบถย่อย อาการ 32 ธาตุ 4 และป่าช้า 9 ส่วนเวทนานุปัสสนากำหนดรู้สุข ทุกข์ เฉย ๆ ขณะเกิด จิตตานุปัสสนากำหนดรู้จิตที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ เป็นต้น และธัมมานุปัสสนากำหนดนิวรณ์ ขันธ์ อายตนะ โพชฌงค์ และอริยสัจ ผู้ปฏิบัติสาธยายบทนี้เพื่อตั้งเป้าหมายและเตือนตนว่างานภาวนาคือการมีสติรู้อยู่กับฐานทั้ง 4 นี้ในทุกอิริยาบถ ไม่ใช่เพียงตอนนั่ง หลักสำคัญที่ครูบาอาจารย์เน้นคือ "อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา" ต้องมีครบทั้งความเพียร ความรู้ตัว และสติ จึงจะเป็นสติปัฏฐานที่แท้จริง
อานิสงส์ นอกจากคำรับรองผลในตอนท้ายสูตรแล้ว ในสติปัฏฐานสังยุตยังตรัสว่าสติปัฏฐาน 4 เป็น "โคจรอันเป็นวิสัยของบิดาตน" ที่ภิกษุควรเที่ยวไป ผู้เที่ยวไปในโคจรนี้ มารย่อมไม่ได้โอกาส และเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสสอน อรรถกถายกย่องมหาสติปัฏฐานสูตรว่าเป็นพระสูตรที่ทำให้ชาวกุรุจำนวนมากบรรลุธรรม ในไทยนิยมสวดสาธยายมหาสติปัฏฐานสูตรทั้งสูตรในงานเจริญพระพุทธมนต์พิเศษ และใช้ตอนอุทเทสนี้เป็นบทสวดประจำสำหรับผู้ปฏิบัติ
โอกาสที่ใช้สวด สวดก่อนนั่งวิปัสสนาหรือเดินจงกรม สวดเปิดการอบรมกรรมฐาน สวดท้ายทำวัตรในสำนักวิปัสสนาสายพองหนอ-ยุบหนอ และสายวัดป่า ผู้ต้องการสวดเต็มสูตรทั้ง 21 บรรพ อาจใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง จึงนิยมสวดเฉพาะอุทเทสและนิคมดังบทนี้ในการปฏิบัติประจำวัน