งานอวมงคล – พระอภิธรรมและบทบังสุกุล
บทสวดแจง (พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม)
สังคายนาปาฐะ / สวดแจงย่อ 3 ปิฎก
บทสวดย่อพระไตรปิฎกทั้ง 3 ปิฎก ยกข้อความตอนต้นของพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรมมาสวดในงานฌาปนกิจ จำลองการสังคายนา
ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปัญญัตตันติ เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ กัง อารัพภาติ สุทินนัง กะลันทะปุตตัง อารัพภาติ กิสมิง วัตถุสมินติ สุทินโน กะลันทะปุตโต ปุราณะทุติยิกายะ เมถุนัง ธัมมัง ปะฏิเสวิ ตัสมิง วัตถุสมินติ
(พระมหากัสสปะถามพระอุบาลีว่า) ปฐมปาราชิกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพระองค์นั้น ทรงบัญญัติไว้ ณ ที่ไหน (ตอบ) ทรงบัญญัติที่เมืองเวสาลี (ถาม) ทรงปรารภใคร (ตอบ) ทรงปรารภพระสุทินกลันทบุตร (ถาม) ในเพราะเรื่องอะไร (ตอบ) ในเพราะเรื่องที่พระสุทินกลันทบุตรเสพเมถุนธรรมกับอดีตภรรยา
เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาฬันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ มะหะตา ภิกขุสังเฆนะ สัทธิง ปัญจะมัตเตหิ ภิกขุสะเตหิ สุปปิโยปิ โข ปะริพพาชะโก อันตะรา จะ ราชะคะหัง อันตะรา จะ นาฬันทัง อัทธานะมัคคะปะฏิปันโน โหติ สัทธิง อันเตวาสินา พรัหมะทัตเตนะ มาณะเวนะ
ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 500 รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็เดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา พร้อมด้วยพรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์
กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา อัพยากะตา ธัมมา กะตะเม ธัมมา กุสะลา ยัสมิง สะมะเย กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง รูปารัมมะณัง วา สัททารัมมะณัง วา คันธารัมมะณัง วา ระสารัมมะณัง วา โผฏฐัพพารัมมะณัง วา ธัมมารัมมะณัง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ ตัสมิง สะมะเย อัญเญปิ อัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา อิเม ธัมมา กุสะลา
ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่เป็นอัพยากฤต ธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน ในสมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาวจรที่ประกอบด้วยโสมนัส ประกอบด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยปรารภอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสกาย หรือธรรมารมณ์ หรืออารมณ์ใด ๆ ก็ตาม ในสมัยนั้น ผัสสะย่อมมี ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี หรือธรรมที่ไม่มีรูปแม้เหล่าอื่นใดที่อาศัยกันเกิดขึ้นในสมัยนั้นมีอยู่ ธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
ที่มาของบทสวด
ยกข้อความตอนต้นของพระไตรปิฎกแต่ละปิฎกมาสวด: พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ (ปฐมปาราชิกกัณฑ์ คำถามในสังคายนา และเวรัญชกัณฑ์), พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พรหมชาลสูตร (ตอนต้น), พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี (ตอนต้น) ธรรมเนียมสวดแจงเป็นประเพณีไทย
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทสวดแจง คือการสวดย่อพระไตรปิฎกทั้ง 3 ปิฎก โดยยกข้อความตอนต้นของแต่ละปิฎกมาสวด คำว่า "แจง" หมายถึงแจกแจงหรือกระจายให้ครบ พิธีสวดแจงจำลองการทำปฐมสังคายนาหลังพุทธปรินิพพาน ซึ่งพระมหากัสสปะเป็นประธานถามพระวินัยจากพระอุบาลีและถามพระสูตรจากพระอานนท์ ส่วนพระวินัยจึงขึ้นต้นด้วยคำถามว่าปฐมปาราชิกทรงบัญญัติที่ไหน เพราะเรื่องใคร ตามด้วยเวรัญชกัณฑ์อันเป็นตอนเปิดพระวินัยปิฎก ส่วนพระสูตรขึ้นต้นด้วยพรหมชาลสูตรซึ่งเป็นสูตรแรกของพระสุตตันตปิฎก และส่วนพระอภิธรรมขึ้นด้วยธัมมสังคณีซึ่งเป็นคัมภีร์แรกของพระอภิธรรมปิฎก
ธรรมเนียม การสวดแจงนิยมจัดในวันฌาปนกิจ (เผาศพ) โดยนิมนต์พระสงฆ์จำนวนมาก บางแห่ง 25 รูป 50 รูป หรือ 100 รูปขึ้นไป เพื่อให้ได้บุญมากเป็นการอุทิศครั้งสุดท้ายแก่ผู้ล่วงลับ พระสงฆ์สวดพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม (บางแห่งสวดพระอภิธรรมด้วยบทมาติกาเต็ม 22 หมวด) แล้วบังสุกุล เจ้าภาพถวายไทยธรรมและกรวดน้ำ การจัดสวดแจงถือว่าเป็นการทำบุญใหญ่ เพราะเป็นการสืบทอดพระไตรปิฎกและระลึกถึงการสังคายนา
ความเชื่อ เชื่อว่าการสวดแจงเป็นการอุทิศพระธรรมทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์แก่ผู้ล่วงลับ และเป็นเหตุให้ผู้ที่บำเพ็ญได้เกิดในสุคติภูมิที่มีพระธรรม บางแห่งจึงเรียกว่า "สวดแจงพระไตรปิฎก" ผู้ร่วมงานถือว่าได้ฟังพระไตรปิฎกครบทั้ง 3 ปิฎกในคราวเดียว
ข้อสังเกต ส่วนพระวินัยและพระสูตรมีบางฉบับสวดสั้นกว่านี้ (ตัดจบที่ "ตัสมิง วัตถุสมินติ" และ "มาณะเวนะ") บทที่ให้ไว้เป็นแบบเต็มตามหนังสือมนต์พิธี