งานอวมงคล – พระอภิธรรมและบทบังสุกุล
สังเวคคาถา (อัปปะมายุ มะนุสสานัง)
สังเวคอิธชีวิตคาถา / อัปปมายุคาถา
คาถาให้เกิดความสังเวชว่าอายุมนุษย์น้อยนัก วันคืนล่วงไป ชีวิตหมดสิ้นไปเหมือนน้ำในลำธารเล็ก ควรรีบทำกิจที่ควรทำ
จะเรยยาทิตตะสีโสวะ นัตถิ มัจจุสสะ นาคะโม
พึงประพฤติตนดุจคนถูกไฟไหม้ศีรษะ เพราะความตายที่จะไม่มาถึงนั้นไม่มี
อายุ ขียะติ มัจจานัง กุนนะทีนังวะ อุทะกัง
อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในลำธารเล็ก ๆ ที่เหือดแห้งไป
ตัสมา อิธะ ชีวิตะเสเส กิจจะกะโร สิยา นะโร นะ จะ มัชเช
เพราะฉะนั้น ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ นรชนพึงเป็นผู้ทำกิจที่ควรทำ และไม่พึงมัวเมา
ที่มาของบทสวด
คาถาที่ 1 และ 2 เป็นพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มารสังยุต ปฐมอายุสูตรและทุติยอายุสูตร (พบในเถรคาถาด้วย) คาถาที่ 3 เป็นคาถาที่แต่งภายหลัง ไม่พบในพระไตรปิฎก นำมารวมเป็นบทสวดตามแบบหนังสือสวดมนต์แปลของไทย
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
สังเวคคาถา หรือสังเวคอิธชีวิตคาถา เป็นคาถาที่ทำให้เกิด "สังเวช" คือความสลดใจที่ปลุกให้ตื่นจากความประมาท ไม่ใช่ความเศร้าโศก ใจความว่า อายุมนุษย์น้อยนัก คนดีไม่ควรประมาทในอายุ พึงเร่งทำความดีเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะที่รีบดับไฟ เพราะไม่มีใครหนีความตายพ้น วันคืนล่วงไป ชีวิตก็หมดไปเหมือนน้ำในลำธารเล็กที่แห้งเหือดในหน้าแล้ง ความตายไม่เลือกว่ากำลังยืน นั่ง นอน หรือเดินทาง ดังนั้นในชีวิตที่เหลืออยู่จึงควรทำกิจที่ควรทำและไม่มัวเมา
ที่มา คาถาสองบทแรกเป็นพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบมาร เมื่อมารมากล่าวว่าอายุมนุษย์ยังยาว ไม่ต้องรีบร้อน พระองค์จึงตรัสว่าอายุมนุษย์น้อยนัก ควรรีบประพฤติธรรม บทที่สามเป็นคาถาที่นักปราชญ์รุ่นหลังแต่งเสริมให้ครบความ
โอกาสที่ใช้ พระสงฆ์นิยมสวดในงานศพหลังบังสุกุลร่วมกับคาถาชุดงานศพ ใช้เป็นบทสวดในทำวัตรเย็นของสำนักปฏิบัติ และเป็นบทสำหรับพิจารณาเจริญมรณสติของผู้ปฏิบัติธรรม ในงานศพจึงเป็นการเตือนผู้ที่ยังอยู่ให้ไม่ประมาทมากกว่าจะกล่าวถึงผู้ตาย
ข้อสังเกต การเจริญมรณสติที่ถูกต้องตามพระพุทธศาสนาไม่ใช่การกลัวตาย แต่เป็นการระลึกถึงความตายเพื่อให้เกิดความเพียรในการทำความดีและละกิเลส ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ามรณสติที่เจริญดีแล้วย่อมมีผลมาก หยั่งลงสู่อมตะ