คำถวายข้าวพระพุทธ และคำลาข้าวพระพุทธ
คำบูชาข้าวพระ (อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง) / เสสัง มังคะลา ยาจามิ
คำถวายข้าวและน้ำบูชาพระพุทธเจ้า "อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง" และคำลาข้าวพระ "เสสัง มังคะลา ยาจามิ"
อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ
ข้าพเจ้าขอบูชาโภชนะข้าวสาลีอันถึงพร้อมด้วยแกงและกับข้าว พร้อมทั้งน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า
เสสัง มังคะลา ยาจามิ
ข้าพเจ้าขอส่วนที่เหลืออันเป็นมงคล
ที่มาของบทสวด
คำบูชาแต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย ตามแบบในหนังสือมนต์พิธีและหนังสือสวดมนต์ทั่วไป (ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก) เป็นธรรมเนียมการบูชาพระพุทธรูปด้วยอาหารซึ่งพบทั้งในไทย ลังกา และพม่า
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
คำถวายข้าวพระพุทธ หรือคำบูชาข้าวพระ ใช้เมื่อนำสำรับอาหารคาวหวานไปตั้งบูชาหน้าพระพุทธรูปก่อนถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ใจความว่า ขอบูชาข้าวสาลีที่ถึงพร้อมด้วยแกงและกับข้าว พร้อมทั้งน้ำอันประเสริฐนี้แด่พระพุทธเจ้า เป็นการแสดงความเคารพว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขของสงฆ์ จึงถวายพระองค์ก่อน แม้พระองค์จะปรินิพพานไปแล้วก็ถือว่าพระพุทธรูปเป็นตัวแทน
คำลาข้าวพระพุทธ "เสสัง มังคะลา ยาจามิ" กล่าวเมื่อจะยกสำรับที่บูชาแล้วออก มีความหมายว่า ขอส่วนที่เหลือจากการบูชาอันเป็นมงคลนี้ไปบริโภคหรือแจกจ่ายต่อไป เพราะของที่ถวายแล้วถือเป็นของพระ จึงต้องกล่าวขอลาก่อนนำไปใช้ ถือกันว่าอาหารที่ลาจากพระพุทธมาแล้วเป็นของมงคล
ลำดับพิธี ในงานทำบุญเลี้ยงพระ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบ (หรือช่วงก่อนถวายภัตตาหาร) เจ้าภาพจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา นำสำรับข้าวพระตั้งหน้าพระพุทธรูป กล่าวคำถวายข้าวพระพุทธ แล้วจึงถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เมื่อพระฉันเสร็จหรืออนุโมทนาแล้วจึงกล่าวคำลาข้าวพระพุทธ ยกสำรับออกไป
ข้อสังเกต บางฉบับใช้คำว่า "โอทะนัง" (ข้าวสุก) แทน "โภชะนัง" (โภชนะ) ความหมายใกล้เคียงกัน แบบที่ให้ไว้เป็นแบบที่แพร่หลายในหนังสือสวดมนต์ไทย ในบางท้องถิ่นเรียกสำรับนี้ว่า "ข้าวพระ" หรือ "สำรับพระพุทธ"