บทสวดในพิธีกรรมและคำถวาย

คำถวายผ้ากฐิน

กะฐินะทานะ

คำถวายผ้ากฐินแด่สงฆ์ "อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง" ใช้ในพิธีทอดกฐินหลังออกพรรษา

อิมัง ภันเต สะปะริวารัง กะฐินะจีวะระทุสสัง สังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรพร้อมทั้งของบริวารนี้แด่พระสงฆ์
สาธุ โน ภันเต สังโฆ อิมัง สะปะริวารัง กะฐินะทุสสัง ปะฏิคคัณหาตุ ปะฏิคคะเหตวา จะ อิมินา ทุสเสนะ กะฐินัง อัตถะระตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ขอพระสงฆ์โปรดรับผ้ากฐินพร้อมทั้งของบริวารนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ

ที่มาของบทสวด

คำถวายทานแต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย ตามแบบในหนังสือมนต์พิธีและศาสนพิธีของคณะสงฆ์ไทย (ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก) หลักเรื่องกฐินมีที่มาในพระวินัยปิฎก มหาวรรค กฐินขันธกะ

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

คำถวายผ้ากฐิน ใช้ในพิธีทอดกฐิน ซึ่งเป็นสังฆทานพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ในกฐินขันธกะ ให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วรับผ้ากฐินได้ภายในเวลา 1 เดือนหลังออกพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) ใจความของคำถวายคือ ขอถวายผ้ากฐินพร้อมบริวารแด่สงฆ์ และขอให้สงฆ์รับแล้ว กรานกฐิน (อัตถะระตุ) ด้วยผ้าผืนนี้ ซึ่งหมายถึงพิธีสงฆ์ที่มอบผ้าให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ครองแล้วอนุโมทนาร่วมกัน

อานิสงส์ พระวินัยกล่าวถึงอานิสงส์กฐินสำหรับพระภิกษุ 5 ประการ เช่น เที่ยวไปได้โดยไม่ต้องบอกลา เก็บอดิเรกจีวรได้ ส่วนฝ่ายทายกเชื่อกันว่ากฐินเป็นกาลทานที่ทำได้ปีละครั้งและวัดหนึ่งรับได้ครั้งเดียว จึงมีอานิสงส์มาก นิยมกล่าวว่าเป็น "บุญใหญ่" ที่พุทธศาสนิกชนปรารถนาจะทำสักครั้งในชีวิต

ลำดับพิธี เจ้าภาพนำผ้ากฐินเข้าโบสถ์ ตั้งนะโม 3 จบ กล่าวคำถวาย พระสงฆ์รับสาธุ แล้วดำเนินพิธีสงฆ์คืออปโลกน์กฐิน สวดญัตติทุติยกรรมมอบผ้า ภิกษุผู้ครองกฐินกรานกฐิน จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร

ข้อสังเกต คำถวายมีหลายสำนวน แบบธรรมยุตกับมหานิกายต่างกันเล็กน้อยในถ้อยคำ แบบที่ให้ไว้นี้เป็นแบบที่ใช้ทั่วไป กฐินที่พระมหากษัตริย์เสด็จไปพระราชทานเรียกว่า กฐินหลวงหรือพระกฐินพระราชทาน มีคำถวายเฉพาะต่างหาก

ถวายทานกฐินจีวรออกพรรษา