คำถวายผ้าป่า
ปังสุกูละจีวะระทานะ
คำถวายผ้าป่าพร้อมบริวารแด่พระสงฆ์ "อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ" พร้อมคำชักผ้าป่าของพระ
อิทัง ปังสุกูละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ
ผ้าบังสุกุลจีวรผืนนี้ไม่มีเจ้าของ ย่อมตกถึงแก่ข้าพเจ้า
ที่มาของบทสวด
คำถวายทานแต่งเป็นภาษาบาลีในประเทศไทย ตามแบบในหนังสือมนต์พิธีและศาสนพิธีของคณะสงฆ์ไทย (ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก) ธรรมเนียมผ้าบังสุกุลมีที่มาในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
คำถวายผ้าป่า ใช้ในพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งสืบเนื่องจากธรรมเนียมในสมัยพุทธกาลที่พระภิกษุแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามป่าช้าหรือกองขยะ (ผ้าบังสุกุล) มาทำจีวร ชาวบ้านที่ประสงค์จะถวายผ้าแต่ไม่ต้องการถวายโดยตรงจึงนำผ้าไปวางทิ้งไว้ตามป่าให้พระมาชักเอาเอง จึงเรียกว่า ผ้าป่า คำว่า "ปังสุกูละจีวะรานิ" จึงแปลว่าผ้าบังสุกุลจีวร
ลำดับพิธี เจ้าภาพตั้งนะโม 3 จบ กล่าวคำถวายผ้าป่า แล้วนำผ้าป่าไปวางไว้ พระสงฆ์รูปที่ได้รับมอบหมายจะพิจารณาผ้าแล้วกล่าว คำชักผ้าป่า ว่า "อิทัง ปังสุกูละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ" แปลว่า ผ้าบังสุกุลผืนนี้ไม่มีเจ้าของ ตกถึงแก่ข้าพเจ้า จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร
อานิสงส์และความเชื่อ การถวายผ้าป่าถือเป็นการถวายจีวรอันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 เชื่อกันว่ามีอานิสงส์ให้มีผิวพรรณงาม มีเครื่องนุ่งห่มบริบูรณ์ ไม่ขัดสน และเป็นบุญที่ทำได้ทุกเวลาไม่จำกัดฤดูกาล ต่างจากกฐินที่ทอดได้เฉพาะช่วงหลังออกพรรษา ปัจจุบันผ้าป่านิยมทอดเพื่อรวบรวมทุนสร้างถาวรวัตถุหรือช่วยเหลือสาธารณกุศล เรียกว่าผ้าป่าสามัคคี ผ้าป่าการศึกษา เป็นต้น
ข้อสังเกต ถ้าถวายคนเดียวเปลี่ยน "มะยัง" เป็น "อะหัง" "โอโณชะยามะ" เป็น "โอโณชะยามิ" "โน" เป็น "เม" และ "อัมหากัง" เป็น "มัยหัง"