บทกรวดน้ำ ยะถา-สัพพี (พระให้พร)
ยะถา วาริวะหา ปูรา / สัพพีติโย วิวัชชันตุ
บทอนุโมทนาที่พระสงฆ์สวดหลังรับทาน เจ้าภาพกรวดน้ำตอน "ยะถา" และประนมมือรับพรตอน "สัพพี"
ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา
มะณิ โชติระโส ยะถา
ห้วงน้ำที่เต็มเปี่ยมย่อมยังสาครให้เต็มได้ฉันใด
ทานที่ให้แล้วในโลกนี้ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วฉันนั้น
ขอสิ่งที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยพลัน
ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มบริบูรณ์ ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ 15 ค่ำ
และดุจแก้วมณีอันสว่างไสว
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ
มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ
ขอความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป ขอโรคทั้งปวงจงพินาศไป
ขออันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน
(ซ้ำ 3 ครั้ง)
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์
ที่มาของบทสวด
บทยะถาและบทสัพพีเป็นคาถาที่รวบรวมและแต่งเพิ่มในยุคหลัง คาถา "ยะถา วาริวะหา" มีที่มาจากขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑสูตร (ท่อนแรก) ส่วนคาถา "อะภิวาทะนะสีลิสสะ" มาจากขุททกนิกาย ธรรมบท สหัสสวรรค (คาถาที่ 109) บทสัพพีติโยเป็นคาถาแต่งในลังกาหรือไทยยุคหลัง ใช้ในพิธีอนุโมทนาของสงฆ์ไทยตามแบบหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทยะถา-สัพพี คือบทอนุโมทนาที่พระสงฆ์สวดให้พรหลังจากรับภัตตาหารหรือไทยธรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรก บทยะถา (ยะถา วาริวะหา ปูรา) พระผู้เป็นประธานสวดนำรูปเดียว มีใจความว่า ทานที่ให้แล้วย่อมสำเร็จแก่ผู้ล่วงลับเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล และขอความปรารถนาของทายกจงสำเร็จ ส่วนที่สอง บทสัพพี (สัพพีติโย วิวัชชันตุ) พระสงฆ์รับพร้อมกันทั้งหมด เป็นการให้พรโดยตรงว่าขอให้ปราศจากความจัญไร โรคภัย และอันตราย มีความสุขและอายุยืน จบด้วยคาถาอายุวัฒนะ "อะภิวาทะนะสีลิสสะ" ที่มาจากพระธรรมบท
ธรรมเนียมการกรวดน้ำ เมื่อพระเริ่มสวด "ยะถา" เจ้าภาพรินน้ำจากภาชนะลงในที่รองรับให้เป็นสายไม่ขาดตอน ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ พอถึงคำว่า "มะณิ โชติระโส ยะถา" หรือเมื่อพระเริ่มรับ "สัพพีติโย" ให้รินน้ำหมดแล้วประนมมือรับพร เสร็จแล้วนำน้ำไปเทที่โคนต้นไม้หรือพื้นดินสะอาด การกรวดน้ำถือตามแบบพระเจ้าพิมพิสารที่ทรงหลั่งน้ำอุทิศแก่เปรตผู้เป็นพระญาติ ดังปรากฏในติโรกุฑฑสูตร
โอกาสที่ใช้ ทุกครั้งที่มีการถวายทานแด่พระสงฆ์ ทั้งงานมงคลและงานอวมงคล เช่น หลังถวายภัตตาหารเพล หลังถวายสังฆทาน ถวายผ้าป่า กฐิน และหลังบังสุกุลในงานศพ
ข้อสังเกต ในงานอวมงคลบางแห่งพระจะสวดบทสัพพีเพียงครั้งเดียวและตัดคาถาอายุวัฒนะออก หรือใช้บทอนุโมทนาอื่นแทน ส่วนในงานมงคลจะสวดต่อด้วย "ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง" และบทอนุโมทนาพิเศษตามประเภทงาน