งานอวมงคล – พระอภิธรรมและบทบังสุกุล
พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ บทที่ 5 พระกถาวัตถุ
กถาวัตถุ (ปุคคะโล อุปะลัพภะติ)
บทสวดพระอภิธรรมคัมภีร์ที่ 5 เป็นคำถามตอบหักล้างมิจฉาทิฏฐิว่ามีบุคคลอยู่จริงโดยปรมัตถ์
ที่มาของบทสวด
พระไตรปิฎก พระอภิธรรมปิฎก – บทสวดยกเฉพาะข้อความตอนต้น (มาติกาหรือบทตั้ง) ของแต่ละคัมภีร์มาสวด ธรรมเนียมการสวด 7 คัมภีร์ในงานศพเป็นประเพณีไทย – บทนี้มาจากพระอภิธรรมปิฎก เล่ม 4 กถาวัตถุ มหาวรรค ปุคคลกถา (อนุโลมปัญจกะ ตอนต้น) คัมภีร์นี้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเรียบเรียงในคราวสังคายนาครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราว พ.ศ. 235
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
พระกถาวัตถุ เป็นคัมภีร์ที่ 5 ของพระอภิธรรมปิฎก มีลักษณะพิเศษคือแต่งเป็นคำถามตอบระหว่างฝ่ายสกวาที (ฝ่ายเถรวาท) กับปรวาที (ฝ่ายนิกายอื่น) เพื่อหักล้างทิฏฐิที่ผิด 219 เรื่อง เรื่องแรกและสำคัญที่สุดคือปุคคลกถา ว่าด้วยการโต้แย้งความเห็นที่ว่ามี "บุคคล" หรืออัตตาอยู่จริงโดยปรมัตถ์ บทสวดยกตอนต้นของการโต้แย้งนี้ คือฝ่ายสกวาทีถามว่าท่านเห็นบุคคลมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์หรือ เมื่อฝ่ายตรงข้ามตอบว่าใช่ ก็ซักต่อว่าถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ต้องเป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่งเหมือนรูปนาม เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับ จึงชี้ว่าคำตอบทั้งสองขัดกัน เป็นอันถูกหักล้าง (นิคคหะ)
ประวัติ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเรียบเรียงคัมภีร์นี้ขึ้นในคราวสังคายนาครั้งที่ 3 โดยขยายจากมาติกาที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ เพื่อชำระพระศาสนาจากลัทธิที่แปลกปลอมเข้ามา
ใจความสำหรับผู้ฟัง สิ่งที่เรียกว่าตัวตนบุคคลไม่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ มีแต่รูปนามที่เกิดดับ ผู้ที่ตายไปจึงไม่ใช่ "ใคร" ที่สูญหายไป แต่เป็นกระแสธรรมที่เปลี่ยนไปตามกรรม การเข้าใจเช่นนี้ช่วยบรรเทาความโศกและความยึดมั่น
ธรรมเนียมการสวดพระอภิธรรมในงานศพไทย พระสงฆ์ 4 รูปสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ในตอนค่ำของงานบำเพ็ญกุศลศพ โดยสวดหัวข้อ (มาติกา) ของแต่ละคัมภีร์ตามลำดับตั้งแต่พระสังคิณีถึงพระมหาปัฏฐาน จบแล้วเจ้าภาพทอดผ้าบังสุกุล พระสงฆ์พิจารณาผ้าและอนุโมทนา นิยมสวดคืนละ 4 จบ (บางแห่งสวด 1-3 จบ) ติดต่อกัน 3 คืน 5 คืน หรือ 7 คืน ตามฐานะและประเพณีท้องถิ่น ความเชื่อว่าการสวดพระอภิธรรมมีที่มาจากเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในพรรษาที่ 7 การสวดในงานศพจึงถือเป็นการแสดงกตัญญูต่อผู้ล่วงลับตามแบบพระพุทธองค์ และเป็นการเตือนใจผู้ฟังให้เห็นว่าชีวิตเป็นเพียงกลุ่มธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยแล้วดับไป