งานอวมงคล – พระอภิธรรมและบทบังสุกุล
บทบังสุกุลตาย (อะนิจจา วะตะ สังขารา)
ปังสุกูละคาถา / อนิจจคาถา
คาถาที่พระสงฆ์สวดขณะพิจารณาผ้าบังสุกุลหน้าศพ ว่าด้วยสังขารไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข
เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข
ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย
เราเองก็จักตายอย่างนั้นเหมือนกัน ความสงสัยในเรื่องนี้ไม่มีแก่เราเลย
ที่มาของบทสวด
คาถาแรกเป็นพระพุทธพจน์และคำของท้าวสักกะในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร (และสังยุตตนิกาย สคาถวรรค) คาถาที่สอง "สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ" เป็นคาถาแต่งในยุคหลังที่ใช้สวดต่อท้ายตามธรรมเนียมไทย
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทบังสุกุลตาย คือคาถาที่พระสงฆ์สวดขณะจับผ้าบังสุกุลที่เจ้าภาพทอดไว้บนศพ โลงศพ หรือภูษาโยงที่ต่อจากศพ คาถาแรก "อะนิจจา วะตะ สังขารา" เป็นคาถาที่มีชื่อเสียงที่สุดคาถาหนึ่งในพระพุทธศาสนา ท้าวสักกเทวราชกล่าวคาถานี้เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ใจความว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา ความสงบระงับแห่งสังขาร (คือพระนิพพาน) เป็นสุข คาถาที่สองย้ำว่าสัตว์ทั้งหลายล้วนต้องตาย ตัวเราก็ไม่พ้น เป็นการเจริญมรณสติ
ที่มาของคำว่าบังสุกุล คำว่า บังสุกุล (ปังสุกูละ) แปลว่า ผ้าคลุกฝุ่น หมายถึงผ้าที่พระภิกษุสมัยพุทธกาลเก็บจากป่าช้าหรือกองขยะมาทำจีวร รวมทั้งผ้าห่อศพ การทอดผ้าบังสุกุลในงานศพจึงเป็นการจำลองธรรมเนียมนั้น เจ้าภาพวางผ้าไว้ที่ศพเสมือนผ้าที่ไม่มีเจ้าของ พระสงฆ์จึงพิจารณาผ้าด้วยคาถานี้ก่อนรับ
โอกาสที่ใช้ ใช้ในทุกขั้นตอนของงานศพที่มีการทอดผ้า เช่น หลังสวดพระอภิธรรมแต่ละคืน พิธีรดน้ำศพ พิธีฌาปนกิจ (ผ้าไตรบังสุกุลหน้าเมรุ) การเก็บอัฐิ และงานทำบุญอัฐิ พระสงฆ์นั่งพร้อมกัน ใช้มือขวาจับผ้าหรือสายโยง สวดคาถาพร้อมกัน จบแล้วชักผ้าออก
ข้อสังเกต บางแห่งสวดเฉพาะคาถาแรก บางแห่งสวดต่อด้วย "อะจิรัง วะตะยัง กาโย" ในงานทำบุญอายุหรือสะเดาะเคราะห์จะใช้ "บังสุกุลเป็น" แทน ผู้ร่วมงานพึงประนมมือฟังด้วยความสงบและน้อมพิจารณาความไม่เที่ยงไปพร้อมกัน