คำอาราธนาธรรม
ธัมมะยาจะนา (พรัหมา จะ โลกาธิปะตี)
คำเชิญพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา อ้างเรื่องท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรม
กะตัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา
เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง
ที่มาของบทสวด
คาถาแต่งขึ้นภายหลังโดยอาศัยเรื่องท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนา ซึ่งมีในพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก มหาวรรค (โพธิกถา) และมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ อริยปริเยสนสูตร คาถาสำนวนนี้ใช้ในศาสนพิธีไทยตามหนังสือมนต์พิธี
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
คำอาราธนาธรรม เป็นคาถาบทเดียวที่กล่าวเชิญพระสงฆ์ให้แสดงพระธรรมเทศนา เนื้อความอ้างเหตุการณ์หลังตรัสรู้ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงดำริว่าธรรมที่ตรัสรู้นั้นลึกซึ้ง ยากที่สัตว์โลกจะเข้าใจ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงลงมาประนมมือทูลอาราธนาว่า สัตว์ที่มีกิเลสเบาบาง (มีธุลีในดวงตาน้อย) ยังมีอยู่ ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมเถิด พระพุทธเจ้าจึงทรงรับอาราธนาและเสด็จไปแสดงปฐมเทศนา การกล่าวคาถานี้จึงเป็นการทำตามแบบอย่างของพรหมผู้ทูลขอให้พระธรรมได้แผ่ไปในโลก
โอกาสที่ใช้ กล่าวก่อนพระสงฆ์ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม ทั้งการเทศน์ในวันธรรมสวนะ เทศน์ในงานบุญต่าง ๆ เทศน์มหาชาติ และเทศน์งานศพ (สำหรับเทศน์ในวันพระมีคำอาราธนาธรรมพิเศษอีกแบบหนึ่ง ดูบท "คำอาราธนาธรรมพิเศษ") ผู้กล่าวนั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวช้า ๆ ชัดเจน กล่าวเพียงจบเดียว
ข้อสังเกต คำว่า "อันธิวะรัง" ในหนังสือสวดมนต์ไทยส่วนมากใช้รูปนี้ ส่วนบางฉบับแก้ตามรูปบาลีเดิมเป็น "อะนะธิวะรัง" (อนธิวรํ แปลว่า ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า) ทั้งสองรูปมีความหมายเดียวกันคือหมายถึงพระพุทธเจ้า และหนังสือบางฉบับเขียน "พ๎รัห๎มา" ด้วยเครื่องหมายยามักการ