บทสวดประจำวัน

บทแผ่ส่วนกุศล / กรวดน้ำแบบย่อ (อิทัง เม ญาตีนัง)

บทอุทิศส่วนบุญแก่ญาติ / บทกรวดน้ำอิทังเม

บทอุทิศส่วนบุญสั้นๆ ให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ขอให้ท่านเหล่านั้นมีความสุข ใช้กรวดน้ำหรืออุทิศบุญในชีวิตประจำวัน

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ
สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า
ขอญาติทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสุขเถิด

ที่มาของบทสวด

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ติโรกุฑฑสูตร (และเปตวัตถุ) พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารเรื่องการอุทิศทานแก่เปรตผู้เป็นญาติ ข้อความ "อิทัง โว ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย" เป็นพระพุทธพจน์ในสูตรนี้ นำมาปรับสรรพนามเป็น "เม" (ของข้าพเจ้า) สำหรับผู้สวดคนเดียว

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

บทอิทัง เม ญาตีนัง โหตุ เป็นบทอุทิศส่วนบุญที่สั้นที่สุดและเก่าแก่ที่สุด มีที่มาจากติโรกุฑฑสูตร ซึ่งเล่าว่าพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแล้วอุทิศแก่เปรตผู้เคยเป็นพระญาติ เปรตเหล่านั้นได้รับผลบุญพ้นจากความหิวโหยและความทุกข์ทันที พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ผู้ทำบุญตั้งจิตอุทิศด้วยข้อความนี้ ความหมายคือ "ขอบุญนี้จงถึงแก่ญาติ ขอญาติจงเป็นสุข"

ตามพระสูตรนี้ ญาติผู้ล่วงลับที่เกิดเป็นเปรตประเภทปรทัตตูปชีวี (อาศัยส่วนบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้) จะได้รับส่วนบุญและอนุโมทนา ส่วนผู้อุทิศเองก็ได้บุญเพิ่มขึ้นจากการให้ (ปัตติทานมัย) จึงถือเป็นการทำบุญสองต่อ และเป็นการแสดงกตัญญูต่อบรรพบุรุษ

ใช้สวดหลังทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน หลังสวดมนต์ หรือหลังเจริญภาวนาทุกครั้ง โดยจะกรวดน้ำหรือไม่ก็ได้ ในงานบุญที่มีพระสงฆ์ เมื่อพระเริ่มอนุโมทนา "ยะถา วาริวะหา ปูรา" เจ้าภาพจะเริ่มรินน้ำและสวดบทนี้หรือบทอิมินาไปพร้อมกันในใจ

ข้อสังเกต: ในพระบาลีเดิมใช้ "อิทัง โว ญาตีนัง" (โว = ของท่านทั้งหลาย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสแก่ผู้อื่น) เมื่อสวดเองจึงเปลี่ยนเป็น "เม" (ของข้าพเจ้า) หากสวดหมู่คณะใช้ "อิทัง โน ญาตีนัง โหตุ" (โน = ของพวกเรา) นิยมสวด 3 จบ และมักสวดต่อท้ายด้วยการอุทิศเป็นภาษาไทยเจาะจงชื่อผู้ล่วงลับ

กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแผ่ส่วนบุญญาติสวดมนต์ประจำวัน