บทแผ่เมตตาทั่วไป (สัพเพ สัตตา)
บทแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ / เมตตาภาวนา
บทตั้งความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ขอให้พ้นจากเวร ความเบียดเบียน และความทุกข์ รักษาตนให้อยู่เป็นสุข
สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ
สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ
สัพเพ สัตตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงปราศจากเวรต่อกัน
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงปราศจากความพยาบาทเบียดเบียนกัน
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงรักษาตนให้อยู่เป็นสุขเถิด
ที่มาของบทสวด
สำนวนตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค (พรหมวิหารนิทเทส) และปฏิสัมภิทามรรค (เมตตากถา) ซึ่งแสดงวิธีแผ่เมตตาโดยไม่เจาะจงด้วยคำว่า สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ อัพยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ใช้แพร่หลายในหนังสือสวดมนต์ไทย
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
บทแผ่เมตตาทั่วไป หรือบทสัพเพ สัตตา เป็นการแผ่ความปรารถนาดีไปยังสัตว์ทั้งปวงโดยไม่เจาะจง (อโนธิโสผรณา) ครอบคลุมทั้งมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เทวดา และสัตว์ในภพภูมิอื่น เนื้อความมี 4 อาการหลักตามปฏิสัมภิทามรรค คือ ขอให้ปราศจากเวร ปราศจากความพยาบาท ปราศจากความทุกข์ และรักษาตนให้เป็นสุข หนังสือสวดมนต์ไทยมักเพิ่มวรรค "สุขิตา โหนตุ" (ขอให้มีความสุข) ไว้ต้นบท
อานิสงส์ของเมตตาตามพระบาลีมี 11 ประการ ได้แก่ หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดารักษา ไฟ ยาพิษ ศัสตราไม่กล้ำกราย จิตเป็นสมาธิเร็ว ผิวหน้าผ่องใส ไม่หลงทำกาละ และเมื่อยังไม่บรรลุธรรมสูงกว่าย่อมเข้าถึงพรหมโลก พระพุทธองค์ยังตรัสว่าเมตตาเจโตวิมุตติมีผลมากกว่าทานทั้งปวง
ใช้สวดหลังจบการสวดมนต์หรือนั่งสมาธิทั้งเช้าและก่อนนอน ต่อจากบทแผ่เมตตาให้ตนเอง และก่อนบทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ในวัดหลายแห่งสวดเป็นภาษาไทยขยายความต่อท้าย เช่น "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย…"
ข้อสังเกต: การแผ่เมตตาที่แท้จริงอยู่ที่การน้อมจิตให้เกิดความปรารถนาดีจริงๆ ไม่ใช่เพียงท่องบท จึงควรสวดช้าๆ พร้อมนึกถึงความหมาย บทนี้บางแห่งเรียก "บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์" หรือ "เมตตาอัปปมัญญา"