ปฏิจจสมุปปาทปาฐะ
ปะฏิจจะสะมุปปาทะปาฐะ / ปฏิจจสมุปบาท
บทแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท คือความเกิดขึ้นและดับไปแห่งกองทุกข์ตามลำดับปัจจัย 12 ประการ ทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ
สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง
วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง
นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง
สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส
ผัสสะปัจจะยา เวทะนา
เวทะนาปัจจะยา ตัณหา
ตัณหาปัจจะยา อุปาทานัง
อุปาทานะปัจจะยา ภะโว
ภะวะปัจจะยา ชาติ
ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ ฯ
เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ ฯ
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงเกิดมีพร้อม
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ
วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ
นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ
ผัสสะนิโรธา เวทะนานิโรโธ
เวทะนานิโรธา ตัณหานิโรโธ
ตัณหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ
อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ
ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ
ชาตินิโรธา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ ฯ
เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ ฯ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ที่มาของบทสวด
พระวินัยปิฎก มหาวรรค โพธิกถา และพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรค (พระดำรัสที่ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทในสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้) รวมถึงสังยุตตนิกาย นิทานวรรค
คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด
ปฏิจจสมุปปาทปาฐะ คือบทสาธยายหลักปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาทั้งโดยอนุโลม (สายเกิด) และปฏิโลม (สายดับ) ตลอดปฐมยาม มัชฌิมยาม และปัจฉิมยามในสัปดาห์แรกหลังตรัสรู้ แสดงว่าทุกข์ทั้งปวงมิได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดจากปัจจัย 12 ประการต่อเนื่องกัน เริ่มจากอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ไปจนถึงชรามรณะและความโศกทั้งปวง และเมื่ออวิชชาดับ กองทุกข์ทั้งสิ้นก็ดับตามลำดับ
อานิสงส์และความเชื่อ: ถือเป็นธรรมที่ลึกซึ้งที่สุดหมวดหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม" การสาธยายและพิจารณาตามย่อมเป็นการเจริญปัญญา ให้เห็นว่าไม่มีตัวตนผู้เสวยทุกข์ มีแต่กระแสของปัจจัยที่เป็นไปตามเหตุ ช่วยลดความยึดมั่นถือมั่นและความเห็นผิด
โอกาสที่ใช้สวด: เป็นบทในการสวดทำวัตรแปลของสำนักปฏิบัติ สวดในคอร์สวิปัสสนา และใช้ในการเจริญกรรมฐานพิจารณาธรรม สำนักสวนโมกข์และวัดสายพระป่านิยมสวดบทนี้เป็นประจำ นอกจากนั้นยังนิยมสวดในงานศพเพื่อเป็นเครื่องพิจารณา
ข้อสังเกต: "เต๎ววะ" อ่านควบเป็น "ตเววะ" (ตะ-เว-วะ ออกเสียงเร็ว) ผู้สวดพึงสวดสายเกิดและสายดับให้ครบทั้งสองสาย