พระปริตร (เจ็ดตำนาน – สิบสองตำนาน)

รตนสูตร (ฉบับเต็ม 17 คาถา)

ระตะนะสุตตัง / รัตนสูตร / รตนปริตร

พระสูตรสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยที่พระพุทธเจ้าตรัสเพื่อระงับภัยสามประการในกรุงเวสาลี เป็นตำนานที่ 2 ฉบับเต็มใช้ในสิบสองตำนาน ฉบับเจ็ดตำนานตัดย่อ

ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
สัพเพ วะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุ
อะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง
หมู่ภูตทั้งหลายเหล่าใด ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและที่อยู่ในอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ ขอภูตทั้งปวงจงมีใจดี และจงตั้งใจฟังคำที่เรากล่าวโดยเคารพ
ตัสมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพ
เมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ
ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิง
ตัสมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา
เพราะฉะนั้น ภูตทั้งปวงจงตั้งใจฟัง จงแผ่เมตตาแก่หมู่มนุษย์ ผู้นำเครื่องพลีกรรมมาให้ท่านทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงรักษามนุษย์เหล่านั้นโดยไม่ประมาทเถิด
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี หรือรัตนะอันประณีตในสวรรค์ก็ดี ทรัพย์และรัตนะนั้นที่จะเสมอด้วยพระตถาคตเจ้าไม่มีเลย แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระศากยมุนีผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น ได้ทรงบรรลุธรรมใด อันเป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตะ ประณีต สิ่งใด ๆ ที่จะเสมอด้วยธรรมนั้นไม่มีเลย แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญสมาธิใดว่าเป็นธรรมบริสุทธิ์ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงสมาธินั้นว่าให้ผลโดยลำดับไม่มีระหว่างคั่น สมาธิอื่นที่จะเสมอด้วยสมาธินั้นไม่มี แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
บุคคลแปดจำพวก นับเป็นสี่คู่ ที่สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ท่านเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ทานที่ถวายในท่านเหล่านั้นย่อมมีผลมาก แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระอริยบุคคลเหล่าใด ประกอบความเพียรดีแล้วด้วยใจอันมั่นคง ปราศจากความใคร่ในศาสนาของพระโคดม ท่านเหล่านั้นได้บรรลุผลที่ควรบรรลุ หยั่งลงสู่อมตธรรม ได้ความดับกิเลสมาเปล่า ๆ เสวยสุขอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยา
จะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโย
ตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิ
โย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
เสาเขื่อนที่ฝังลงในแผ่นดินแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะลมจากสี่ทิศฉันใด เราตถาคตกล่าวว่าสัตบุรุษผู้เห็นอริยสัจแจ่มแจ้งแล้วก็เป็นเช่นนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติ
คัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิ
กิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตา
นะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำอริยสัจทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงไว้ดีแล้วให้แจ่มแจ้ง ท่านเหล่านั้นแม้จะยังประมาทอยู่บ้าง ก็ไม่ต้องถือเอาภพที่แปดอีก แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะ
ตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติ
สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะ
สีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิ
จะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโต
ฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุง
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พร้อมกับความถึงพร้อมด้วยทัสสนะ (โสดาปัตติมรรค) ธรรมสามประการคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่ ย่อมเป็นอันท่านละได้แล้ว ท่านเป็นผู้พ้นจากอบายทั้งสี่ และไม่อาจกระทำอภิฐานหกประการ (อนันตริยกรรมห้าและการเข้ารีตศาสดาอื่น) แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกัง
กาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วา
อะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะ
อะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
แม้ท่านผู้นั้นจะยังทำบาปกรรมทางกาย วาจา หรือใจอยู่บ้าง ท่านก็ไม่อาจปกปิดบาปกรรมนั้นได้ ความไม่อาจปกปิดนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วสำหรับผู้ที่ได้เห็นพระนิพพาน แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเค
คิมหานะมาเส ปะฐะมัสมิง คิมเห
ตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
นิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พุ่มไม้ในป่ามียอดบานสะพรั่งในเดือนต้นแห่งฤดูร้อนงดงามฉันใด พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมอันประเสริฐ ซึ่งนำไปสู่พระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง งดงามเปรียบได้ฉันนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโร
อะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า ได้ทรงแสดงพระธรรมอันประเสริฐแล้ว แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นไปแล้ว กรรมใหม่ที่จะให้เกิดอีกก็ไม่มี ท่านเหล่านั้นมีจิตหน่ายจากภพที่จะมีต่อไป มีพืชคือกิเลสสิ้นแล้ว ไม่มีความพอใจที่จะงอกงามอีก เป็นนักปราชญ์ ย่อมดับสนิทเหมือนประทีปดวงนี้ดับไปฉะนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
พุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
หมู่ภูตทั้งหลายเหล่าใด ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและที่อยู่ในอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ เราทั้งหลายขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระตถาคต ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
ธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
หมู่ภูตทั้งหลายเหล่าใด ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและที่อยู่ในอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ เราทั้งหลายขอนมัสการพระธรรมของพระตถาคต ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิ
ภุมมานิ วา ยานิวะ อันตะลิกเข
ตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะปูชิตัง
สังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ
หมู่ภูตทั้งหลายเหล่าใด ทั้งที่อยู่บนพื้นดินและที่อยู่ในอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ เราทั้งหลายขอนมัสการพระสงฆ์ของพระตถาคต ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี

ที่มาของบทสวด

พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (รตนสูตร) และสุตตนิบาต จูฬวรรค เล่มที่ 25 ส่วนคาถาสามบทท้าย (ยานีธะ ภูตานิ … นะมัสสามะ) อรรถกถากล่าวว่าท้าวสักกเทวราชกล่าวเพิ่ม

คำอธิบาย · อานิสงส์ · โอกาสที่ใช้สวด

รตนสูตร (ระตะนะสุตตัง) เป็นตำนานที่ 2 ของทั้งชุดเจ็ดตำนาน (จุลราชปริตร) และสิบสองตำนาน (มหาราชปริตร) ฉบับเต็มมี 17 คาถา ดังที่แสดงไว้นี้ ใช้สวดในการเจริญพระพุทธมนต์สิบสองตำนานและงานหลวง ส่วนในชุดเจ็ดตำนานตัดสั้น คงไว้เพียงคาถาสรรเสริญพระรัตนตรัยหลัก ๆ คือ "ยังกิญจิ วิตตัง" "ขะยัง วิราคัง" "ยัมพุทธะเสฏโฐ" "เย ปุคคะลา" "เย สุปปะยุตตา" แล้วข้ามไป "ขีณัง ปุราณัง" และจบด้วยคาถา "ยานีธะ ภูตานิ … นะมัสสามะ" สามบท (จำนวนคาถาที่ตัดอาจต่างกันบ้างตามแต่ละสำนัก) เนื้อหาเริ่มด้วยการเชิญภูตผีเทวดาให้ตั้งใจฟังและแผ่เมตตาแก่มนุษย์ผู้ทำพลีกรรมให้ จากนั้นกล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ในแง่มุมต่าง ๆ โดยเฉพาะคุณของพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลขึ้นไป แต่ละคาถาลงท้ายด้วย "สัจจกิริยา" คือการอ้างคำสัตย์ว่า "ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี"

ตำนาน (เหตุที่ตรัส) อรรถกถาเล่าว่า กรุงเวสาลีของเจ้าลิจฉวีเกิดทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) ผู้คนล้มตาย ซากศพส่งกลิ่นทำให้อมนุษย์เข้ามาในเมือง แล้วเกิดอหิวาตกโรคระบาดซ้ำ รวมเรียกว่า "ภัยสามประการ" เจ้าลิจฉวีจึงส่งทูตไปกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าจากกรุงราชคฤห์ เมื่อพระองค์เสด็จถึงก็มีฝนห่าใหญ่ตกชะล้างเมือง พระองค์ทรงสอนรตนสูตรแก่พระอานนท์ให้เดินสวดและประพรมน้ำจากบาตรรอบพระนคร อมนุษย์ทั้งหลายก็หนีไป โรคภัยระงับ ชาวเมืองจึงกลับสู่ความสงบสุข

อานิสงส์และความเชื่อ ถือเป็นพระปริตรสำหรับขจัดโรคภัย ความอดอยาก และภัยจากอมนุษย์ เป็นต้นแบบของธรรมเนียมการทำและประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ด้วยเหตุนี้เมื่อบ้านเมืองเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติ จึงนิยมนิมนต์พระสงฆ์สวดรตนสูตรเป็นพิเศษ ดังที่ปรากฏในพระราชพิธีและการสวดมนต์ระดับชาติในยามเกิดโรคระบาดหลายครั้ง

โอกาสที่ใช้ สวดในงานมงคลทั่วไปต่อจากมงคลสูตร งานหลวง งานทำบุญเมือง งานสวดขับไล่โรคภัย และการสวดภาณยักษ์ ฆราวาสนิยมสวดคาถาหลัก "ยังกิญจิ วิตตัง" ถึง "เย ปุคคะลา" ในการสวดมนต์ประจำวัน

รัตนตรัยเจ็ดตำนานสิบสองตำนานโรคภัยน้ำพระพุทธมนต์กรุงเวสาลี